การจำลองตัวเองของดีเอ็นเอ

เรื่องนี้ถูกเขียนใน genetics และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

84 ตอบกลับที่ การจำลองตัวเองของดีเอ็นเอ

  1. วรรณนภา แง่พรหม พูดว่า:

    สำหรับ DNA replication นะคะ
    1. เริ่มด้วยเอนไซม์ helicase เข้าไปตัด H-bond ของเบสที่สาย DNA ที่จับคู่กันให้แยกจากกัน โดยอาศัย ATP ซึ่งการตัดนี้ทำให้เกิด replication fork
    2. จะมี single strand binding protein มาช่วยจับDNA สายเดี่ยวนี้ บริเวณ fork เพื่อให้รักษาสภาพสายไว้อย่างงั้น
    3. Primase จะสร้าง RNA primer ขึ้นมา ต่อกับDNA สายต้นแบบ เพื่อเป็นตัวเริ่มต้นให้กับสายใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น (สังเกตว่าเป็น RNA นะ)
    4. DNA polymerase III จะเข้ามาเพิ่มความยาวDNA สายใหม่โดยนำ nucleotide มาต่อกับ RNA primer ไปในทิศ 5′–>3′
    พอมาถึงตรงนี้ จะพบว่า สายDNAต้นแบบ สายนึงจะไม่มีปัญหาเพราะสามารถต่อสายไปทาง5′–>3’ได้ตามปกติ (สายต้นแบบเป็น 3′–>5′) เรียกสายใหม่ที่ได้ว่า leading strand
    ส่วนอีกสายนึง lagging strand จะมีปัญหา (สายต้นแบบเป็น 5′–>3′) ดังนั้น จึงมีการใช้primer เป็นช่วงๆ เพื่อให้เป็นตัวเริ่มต้นของสายสั้นๆ ในทิศ 3′–>5′ ก็คือจะได้สายใหม่ที่เป็นท่อนๆ (okazaki fragment)
    5. RNA primer จะถูกเอาออกไปเพราะมันเป็น RNA ไม่ใช่ DNA (ไม่ใช่พวกเดียวกัน) โดย DNA polemerase I มาจัดการพร้อมทั้งเติม nucleotide เข้าไปถมที่แทน
    6. สำหรับ lagging srtand การถมของ polymerase I ก็ยังทำให้เหลือช่องว่าง (nick) อยู่ DNA ligase จะเข้ามาเชื่อมช่องว่างนั้น โดยใช้ ATP ทำให้ท่อนๆมาเชื่อมกันเป็นสายยาวได้

    • สราววุธ แง่พรหม พูดว่า:

      เก่งจังเลยครับ เรียนพยาบาล ถ้ามีโอกาส ตอบกลับเมล์ด้วยนะครับหรือ FB ก็ได้เผอิญว่าพี่กำลังรวมกลุ่มคนนามสกุลแง่พรหมอยู่ครับ
      พี่ชื่อภพนะ จบวิศวไฟฟ้า ม.ธนบุรี อยู่กทม ถ้างัยตอบกลับด้วยนะครับ

  2. น.ส.สุกัญญา แสนเกตุ พูดว่า:

    สำหรับ DNA replication
    1. เริ่มด้วยเอนไซม์ helicase เข้าไปตัด H-bond ของเบสที่สาย DNA ที่จับคู่กันให้แยกจากกัน โดยอาศัย ATP ซึ่งการตัดนี้ทำให้เกิด replication fork
    2. จะมี single strand binding protein มาช่วยจับDNA สายเดี่ยวนี้ บริเวณ fork เพื่อให้รักษาสภาพสายไว้อย่างงั้น
    3. Primase จะสร้าง RNA primer ขึ้นมา ต่อกับDNA สายต้นแบบ เพื่อเป็นตัวเริ่มต้นให้กับสายใหม่ที่กำลังจะเกิด
    4. DNA polymerase III จะเข้ามาเพิ่มความยาวDNA สายใหม่โดยนำ nucleotide มาต่อกับ RNA primer ไปในทิศ 5′–>3’พอมาถึงตรงนี้ จะพบว่า สายDNAต้นแบบ สายนึงจะไม่มีปัญหาเพราะสามารถต่อสายไปทาง5′–>3’ได้ตามปกติ (สายต้นแบบเป็น 3′–>5′) เรียกสายใหม่ที่ได้ว่า leading strand ส่วนอีกสายนึง lagging strand จะมีปัญหา (สายต้นแบบเป็น 5′–>3′) ดังนั้น จึงมีการใช้primer เป็นช่วงๆ เพื่อให้เป็นตัวเริ่มต้นของสายสั้นๆ ในทิศ 3′–>5′ ก็คือจะได้สายใหม่ที่เป็นท่อนๆ (okazaki fragment)
    5. RNA primer จะถูกเอาออกไปเพราะมันเป็น RNA ไม่ใช่ DNA (ไม่ใช่พวกเดียวกัน) โดย DNA polemerase I มาจัดการพร้อมทั้งเติม nucleotide เข้าไปถมที่แทน
    6. สำหรับ lagging srtand การถมของ polymerase I ก็ยังทำให้เหลือช่องว่าง (nick) อยู่ DNA ligase จะเข้ามาเชื่อมช่องว่างนั้น โดยใช้ ATP ทำให้ท่อนๆมาเชื่อมกันเป็นสายยาวได้

  3. น.ส.สุกัญญา แสนเกตุ พูดว่า:

    อิอิ

  4. sasiton พูดว่า:

    สำหรับ DNA replication
    1. เริ่มด้วยเอนไซม์ helicase เข้าไปตัด H-bond ของเบสที่สาย DNA ที่จับคู่กันให้แยกจากกัน โดยอาศัย ATP ซึ่งการตัดนี้ทำให้เกิด replication fork
    2. จะมี single strand binding protein มาช่วยจับDNA สายเดี่ยวนี้ บริเวณ fork เพื่อให้รักษาสภาพสายไว้อย่างงั้น
    3. Primase จะสร้าง RNA primer ขึ้นมา ต่อกับDNA สายต้นแบบ เพื่อเป็นตัวเริ่มต้นให้กับสายใหม่ที่กำลังจะเกิด
    4. DNA polymerase III จะเข้ามาเพิ่มความยาวDNA สายใหม่โดยนำ nucleotide มาต่อกับ RNA primer ไปในทิศ 5′–>3’พอมาถึงตรงนี้ จะพบว่า สายDNAต้นแบบ สายนึงจะไม่มีปัญหาเพราะสามารถต่อสายไปทาง5′–>3’ได้ตามปกติ (สายต้นแบบเป็น 3′–>5′) เรียกสายใหม่ที่ได้ว่า leading strand ส่วนอีกสายนึง lagging strand จะมีปัญหา (สายต้นแบบเป็น 5′–>3′) ดังนั้น จึงมีการใช้primer เป็นช่วงๆ เพื่อให้เป็นตัวเริ่มต้นของสายสั้นๆ ในทิศ 3′–>5′ ก็คือจะได้สายใหม่ที่เป็นท่อนๆ (okazaki fragment)
    5. RNA primer จะถูกเอาออกไปเพราะมันเป็น RNA ไม่ใช่ DNA (ไม่ใช่พวกเดียวกัน) โดย DNA polemerase I มาจัดการพร้อมทั้งเติม nucleotide เข้าไปถมที่แทน
    6. สำหรับ lagging srtand การถมของ polymerase I ก็ยังทำให้เหลือช่องว่าง (nick) อยู่ DNA ligase จะเข้ามาเชื่อมช่องว่างนั้น โดยใช้ ATP ทำให้ท่อนๆมาเชื่อมกันเป็นสายยาวได้

  5. สำหรับ DNA replication
    1. เริ่มด้วยเอนไซม์ helicase เข้าไปตัด H-bond ของเบสที่สาย DNA ที่จับคู่กันให้แยกจากกัน โดยอาศัย ATP ซึ่งการตัดนี้ทำให้เกิด replication fork
    2. จะมี single strand binding protein มาช่วยจับDNA สายเดี่ยวนี้ บริเวณ fork เพื่อให้รักษาสภาพสายไว้อย่างงั้น
    3. Primase จะสร้าง RNA primer ขึ้นมา ต่อกับDNA สายต้นแบบ เพื่อเป็นตัวเริ่มต้นให้กับสายใหม่ที่กำลังจะเกิด
    4. DNA polymerase III จะเข้ามาเพิ่มความยาวDNA สายใหม่โดยนำ nucleotide มาต่อกับ RNA primer ไปในทิศ 5′–>3’พอมาถึงตรงนี้ จะพบว่า สายDNAต้นแบบ สายนึงจะไม่มีปัญหาเพราะสามารถต่อสายไปทาง5′–>3’ได้ตามปกติ (สายต้นแบบเป็น 3′–>5′) เรียกสายใหม่ที่ได้ว่า leading strand ส่วนอีกสายนึง lagging strand จะมีปัญหา (สายต้นแบบเป็น 5′–>3′) ดังนั้น จึงมีการใช้primer เป็นช่วงๆ เพื่อให้เป็นตัวเริ่มต้นของสายสั้นๆ ในทิศ 3′–>5′ ก็คือจะได้สายใหม่ที่เป็นท่อนๆ (okazaki fragment)
    5. RNA primer จะถูกเอาออกไปเพราะมันเป็น RNA ไม่ใช่ DNA (ไม่ใช่พวกเดียวกัน) โดย DNA polemerase I มาจัดการพร้อมทั้งเติม nucleotide เข้าไปถมที่แทน
    6. สำหรับ lagging srtand การถมของ polymerase I ก็ยังทำให้เหลือช่องว่าง (nick) อยู่ DNA ligase จะเข้ามาเชื่อมช่องว่างนั้น โดยใช้ ATP ทำให้ท่อนๆมาเชื่อมกันเป็นสายยาวได้

  6. บงกช เวียงคำ ม.6/1
    การจำลองตัวเองของ DNA เริ่มจาการ H-bond ที่จับระหว่างคู่เบสแยกจากกันโดยเอนไซม์ Helicase ต่อมาจะมีนิวคลีโอไทด์ใหม่เข้ามาจับเข้าเป็นคู่กับสายเดิมโดยมี DNA polymelaseช่วยในการจับจากนั้นจะได้ DNAใหม่ 2ชุด ซึ่งเป็นแบบกึ่งอนุรักษ์

  7. ศิรวิทย์ ปัญเศษ 6/1 No.12 พูดว่า:

    คือการสังเคราะหดีเอนเอใหม่ให้เหมือนดีเอนเอคู่เดิมเป็นแม่แบบ (template)
    1. คอนเซอร์เวทีฟ โมเดล หรือวิธีอนุรักษ์
    2. เซมิคอนเซอร์เวทีฟ
    3. ดิสเพอร์ซีฟ โมเดล

  8. Ruttiya Deeto พูดว่า:

    DNA replication
    สำหรับ DNA replication นะคะ
    1. เริ่มด้วยเอนไซม์ helicase เข้าไปตัด H-bond ของเบสที่สาย DNA ที่จับคู่กันให้แยกจากกัน โดยอาศัย ATP ซึ่งการตัดนี้ทำให้เกิด replication fork
    2. จะมี single strand binding protein มาช่วยจับDNA สายเดี่ยวนี้ บริเวณ fork เพื่อให้รักษาสภาพสายไว้อย่างงั้น
    3. Primase จะสร้าง RNA primer ขึ้นมา ต่อกับDNA สายต้นแบบ เพื่อเป็นตัวเริ่มต้นให้กับสายใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น (สังเกตว่าเป็น RNA นะ)
    4. DNA polymerase III จะเข้ามาเพิ่มความยาวDNA สายใหม่โดยนำ nucleotide มาต่อกับ RNA primer ไปในทิศ 5′–>3′
    พอมาถึงตรงนี้ จะพบว่า สายDNAต้นแบบ สายหนึ่งจะไม่มีปัญหาเพราะสามารถต่อสายไปทาง5′–>3’ได้ตามปกติ (สายต้นแบบเป็น 3′–>5′) เรียกสายใหม่ที่ได้ว่า leading strand
    ส่วนอีกสายหนึ่ง lagging strand จะมีปัญหา (สายต้นแบบเป็น 5′–>3′) ดังนั้น จึงมีการใช้primer เป็นช่วงๆ เพื่อให้เป็นตัวเริ่มต้นของสายสั้นๆ ในทิศ 3′–>5′ ก็คือจะได้สายใหม่ที่เป็นท่อนๆ (okazaki fragment)
    5. RNA primer จะถูกเอาออกไปเพราะมันเป็น RNA ไม่ใช่ DNA (ไม่ใช่พวกเดียวกัน) โดย DNA polemerase I มาจัดการพร้อมทั้งเติม nucleotide เข้าไปถมที่แทน
    6. สำหรับ lagging srtand การถมของ polymerase I ก็ยังทำให้เหลือช่องว่าง (nick) อยู่ DNA ligase จะเข้ามาเชื่อมช่องว่างนั้น โดยใช้ ATP ทำให้ท่อนๆมาเชื่อมกันเป็นสายยาวได้

  9. Rudchadaporn Minyong พูดว่า:

    DNA replication
    สำหรับ DNA replication นะคะ
    1. เริ่มด้วยเอนไซม์ helicase เข้าไปตัด H-bond ของเบสที่สาย DNA ที่จับคู่กันให้แยกจากกัน โดยอาศัย ATP ซึ่งการตัดนี้ทำให้เกิด replication fork
    2. จะมี single strand binding protein มาช่วยจับDNA สายเดี่ยวนี้ บริเวณ fork เพื่อให้รักษาสภาพสายไว้อย่างงั้น
    3. Primase จะสร้าง RNA primer ขึ้นมา ต่อกับDNA สายต้นแบบ เพื่อเป็นตัวเริ่มต้นให้กับสายใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น (สังเกตว่าเป็น RNA นะ)
    4. DNA polymerase III จะเข้ามาเพิ่มความยาวDNA สายใหม่โดยนำ nucleotide มาต่อกับ RNA primer ไปในทิศ 5′–>3′
    พอมาถึงตรงนี้ จะพบว่า สายDNAต้นแบบ สายหนึ่งจะไม่มีปัญหาเพราะสามารถต่อสายไปทาง5′–>3’ได้ตามปกติ (สายต้นแบบเป็น 3′–>5′) เรียกสายใหม่ที่ได้ว่า leading strand
    ส่วนอีกสายหนึ่ง lagging strand จะมีปัญหา (สายต้นแบบเป็น 5′–>3′) ดังนั้น จึงมีการใช้primer เป็นช่วงๆ เพื่อให้เป็นตัวเริ่มต้นของสายสั้นๆ ในทิศ 3′–>5′ ก็คือจะได้สายใหม่ที่เป็นท่อนๆ (okazaki fragment)
    5. RNA primer จะถูกเอาออกไปเพราะมันเป็น RNA ไม่ใช่ DNA (ไม่ใช่พวกเดียวกัน) โดย DNA polemerase I มาจัดการพร้อมทั้งเติม nucleotide เข้าไปถมที่แทน
    6. สำหรับ lagging srtand การถมของ polymerase I ก็ยังทำให้เหลือช่องว่าง (nick) อยู่ DNA ligase จะเข้ามาเชื่อมช่องว่างนั้น โดยใช้ ATP ทำให้ท่อนๆมาเชื่อมกันเป็นสายยาวได้

  10. น.ส. พัณนิภา คะพรมมา 6/1 30 พูดว่า:

    การจำลองตัวเองของดีเอ็นเอ

    จะคล้ายการรูดซิบ ปลาย5ไพม์ ปลาย3ไพม์ จะสั้น แต่จะมีเอนไซม์มาเกาะทำให้ช่องว่างจะชิดกันเป้นเส้นยาว

  11. วันวิสาข์ ม.6/1 พูดว่า:

    -การจำลองตัวเองของ DNA พอลินิวคลีโอไทด์ 2 สายแยกออกจากกัน โดยพอลินิวคลีโอไทด์แต่ละสายจะทำหน้าที่เป็นแม่พิมพ์สำหรับการสร้างสายใหม่ โดยเบส A จับกับ T และเบส G จับกับ C
    -การสังเคราะห์ DNA มีส่วนที่แตกต่างกัน คือ สายหนึ่งจะสร้างต่อเนื่องกันเป็นสายยาวเรียกว่า
    ลีดดิงสแตรนด์ ส่วนอีกสายมีทิศทาง (5’ไป 3′) สวนกับทิศทางการคลายเกลียวของ DNA เดิมจึงมีสายสั้นๆ เรียกว่า แลกกิงแสตรนด์
    -เอนไซม์ไลเกส เชื่อมต่อสายสั้นๆให้เป็นสายเดียวกัน

  12. kittisak_Thepwongsa.6/1 พูดว่า:

    การจำลองตัวของดีเอ็นเอเริ่มจากการคลายเกลียวออกจากกันแล้ว
    ใช้สายพอลินิวคลีโอไทด์สายใดสายหนึ่งใน 2 สายเป็นแม่พิมพ์ (template) ในการสร้าง
    สายใหม่ขึ้นมา ซึ่งสุดท้ายดีเอ็นเอที่จำลองใหม่จะประกอบด้วยสายพอลินิวคลีโอไทด์
    สายเดิมและสายใหม่ นอกจากนี้ ดีเอ็นเอ ยังทำหน้าที่เป็นแม่แบบของการสร้างสาย
    อาร์เอ็นเอ
    เมื่อ DNA สองสายคลายเกลียวแยกออกจากกันDNA polymerasจะสังเคราะห์leading strand เป็นสายยาว โดยมีทิศทางจากปลาย 5, ไปยัง3, เรียกว่า การสร้างสาย leading strandDNA polymeras gxHodkiสังเคราะห์ DNA สายใหม่เป็นสายสั้นๆ (Okazaki fragment๗โดยมีทิศทาง 5, ไปยัง 3, จากนั้น DNA ligaseจะเชื่อมต่อ DNA สายสั้นๆให้เป็นDNA สายยาว เรียกว่า การสร้าง lagging strand

  13. ขวัญปราณี ศรีเนตร ม.6/2 เลขที 19 พูดว่า:

    DNA replication
    จำลอง DNA เริ่มต้นด้วย”unzipping”แม่ของโมเลกุลเป็นพันธะไฮโดรเจนระหว่างคู่เบสจะแตก
    •สัมผัสเมื่อลำดับของฐานในแต่ละเส้นแยกออกจากกันทำหน้าที่เป็นแม่แบบเพื่อเป็นแนวทางในการแทรกชุดประกอบของฐานในสาระที่มีการสังเคราะห์
    •เส้นใหม่จะถูกประกอบจาก triphosphates deoxynucleoside
    • Each nucleotide เข้ามาเชื่อมโยง covalently ที่”ฟรี”อะตอมคาร์บอน 3’on pentose (รูป) เป็น
    ฟอสเฟตที่สองและสามจะถูกลบออก•ร่วมกันเป็นโมเลกุลของ pyrophosphate (PPI)
    • nucleotides มีประกอบเพื่อเติมเต็มคำสั่งของฐานในสาระที่แสดงเป็นแม่แบบ
    •ดังนั้น C ในเทมเพลทคู่มือการแทรกของ G ในสาระใหม่แต่ละแต่ละ G C และอื่นๆ
    •เมื่อกระบวนการเสร็จสมบูรณ์สองโมเลกุล DNA มีรูปเหมือนกันและโมเลกุลแม่

  14. กนกวรรณ สารีแหล่ ชั้น 6/2 เลขที่ 14 พูดว่า:

    ในการจำลองตัวเองของ DNA พอลินิวคลีโอทด์ 2 สาย แยกออกจากกัน เหมือนการรูดซิป
    โดยการสลายพันธะไฮโดเจน ระหว่างเบส A กับ T และเบส G กับ C ทีละคู่
    พอลินิวคลีโอไทด์แต่ละสายทำหน้าที่ เป็นแม่พิพ์สำหรับการสร้างสายใหม่ เมื่สร้างเส็จ DNA
    ที่สังเคราะห์ขึ้นใหม่ จะเหมือนกับ DNA โมเลกุลเดิมทุกประการ

  15. pamornmas huttasarn 6/2 พูดว่า:

    การจำลองตัวเองของดีเอ็นเอ ( DNA replication ) ในการจำลองตัวของ ดีเอ็นเอ พอลินิวคลีโอไทด์ 2 สายแยกออกจากัน เหมือนการรูดซิป โดยการสลายพันธะของไฮโดรเจน ระหว่าง เบส เอ กับ ที และเบส จี กับ วี ทีละคู่ พอลินิวคลีโอไทด์ แต่ละสายทำหน้าที่เป็นแม่พิมพ์สำหรับการสร้างสายใหม่

  16. การจำลองตัวของ ดีเอ็นเอ เป็นกระบวนการแบ่งเซล์ มีการเจริญเติบโต และต่อมามีการสร้างเซลล์
    สืบพันธุ์ เกิดการผสมกันของเซลล์สืบพันธุ์ที่ต่างกัน

  17. การจำลองตัวของ ดีเอ็นเอ เป็นกระบวนการแบ่งเซล์ มีการเจริญเติบโต และต่อมามีการสร้างเซลล์
    สืบพันธุ์ เกิดการผสมกันของเซลล์สืบพันธุ์ที่ต่างกัน

  18. กันภิรมย์ ลือไชย เลขที่ 15 ชั้น 6/1 พูดว่า:

    การจำลองตัวเองของ DNA พอลินิวคลีโอไทด์ 2 สายแยกออกจากกันเหมือนการรูดซิปโดยการพันธะไฮโดเจนระหว่างเบส A กับ T และG กับ C ทีละคู่

  19. นางสาวศิรินธร ประทุม ชั้น ม.6/1 เลขที่ 41 พูดว่า:

    เอ็นไซม์อาร์เอ็นเอพอลิเมอเรสจะเข้าไปจับกับ DNA ตรงบริเวณที่จะสังเคราะห์ RNAทำให้พันธะไฮโดเจนระหว่างคู่เบสสลาย พอลีนิวคลีโอไทด์ 2 สายของ DNA จะคลายเกลียวแยกออกจากกัน ดดยมีสายใดสายหนึ่งเป็นแม่พิมพ์ แล้วไรโบนิวคลีโอไทด์ที่มีคูกับนิวคลีโอไทด์ของ DNA สายแม่พิมพ์คือเบส C เข้าคู่กับ G และเบส U เข้าคู่กับ A จะเข้ามาจับกับนิวคลีโอไทด์ของ DNA สายแม่พิมพ์

  20. ธีระวัฒน์ ลุนนนา พูดว่า:

    dna replication
    พอลินิวคลีโอไทด์ 2 สาย แยกออกจากกันเหมือนการรูดซิป โดยการสลายพันธะไฮโดรเจน ระหว่างเบส A กับT และ G กับ C พอลินิวคลีโอไทด์ แต่ละสายทำหน้าเป็นแม่พิมพ์สำหรับการส้างสายใหม่ มีการนำนิวคลีโอไทด์อิสระ ที่อยู่ในเซลล์เข้ามาจับกับ พอลินิวคลีโอไทด์ สายเดิม โดยเบส Aจับ T และGจับC
    หมู่ฟอสเฟสนิวคลีโอไทด์ อิสระจับกับน้ำตาลรีออกซีไรโบทของนิวคลีโอไทด์ที่อยู่ถัดไป ทำให้ดีเอ็นเอที่สังเคราะห์ใหม่เหมือนกับดีเอ็นเอโมเลกุลเดิมทุกประการ

  21. สุชาดา เลี้ยวไธสงค์ พูดว่า:

    dna replication
    ในการจำลองตัวเองพอลินิวคลีโอไทด์ 2 สาย แยกออกจากกันเหมือนการรูดซิป โดยการสลายพันธะไฮโดรเจน ระหว่างเบส A กับT และ G กับ C พอลินิวคลีโอไทด์ แต่ละสายทำหน้าเป็นแม่พิมพ์สำหรับการส้างสายใหม่ มีการนำนิวคลีโอไทด์อิสระ ที่อยู่ในเซลล์เข้ามาจับกับ พอลินิวคลีโอไทด์ สายเดิม โดยเบส Aจับ T และ G จับ C หมู่ฟอสเฟสนิวคลีโอไทด์ อิสระจับกับน้ำตาลรีออกซีไรโบทของนิวคลีโอไทด์ที่อยู่ถัดไป ทำให้ดีเอ็นเอที่สังเคราะห์ใหม่เหมือนกับดีเอ็นเอโมเลกุลเดิมทุกประการ

  22. เชษฐวัฒน์ สาขันธ์โครต ม.6/1 พูดว่า:

    DNA replication
    การจำลองตัวเองของดีเอ็นเอสายพอลินิวคลีโอไทด์ของดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นสายคู่จะคลายตัวออก แยกห่างจากกัน เพื่อให้มีการนำเบสใหม่เข้าไปจับคู่กับเบสของนิวคลีโอไทด์สายเดิมและเกาะต่อกันเรื่อยๆ เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการทำให้ได้ดีเอ็นเอใหม่ 2 สาย ซึ่งมีลักษณะเหมือนกัน
    การสังเคราะห์ดีเอ็นเอมีลักษณะเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ หลายขึ้น แล้วชิ้นส่วนสั้นๆนี้ถูกต่อเข้ากันเป็นช่วงยาว โดยอาศัยเอนไซม์ดีเอ็นเอไลเกส ดีเอ็นเอสายหนึ่งจะสร้างต่อกันไปในทิศทางเดียวกัน การแยกสายดีเอ็นเอคู่เดิม ดีเอ็นเอใหม่ที่สร้างโดยวิธีนี้เรียกว่า ลีดิงสแทรนด์ มิทิศทางจาก5’ไป3’ ส่วนอีกสายของดีเอ็นเอการสร้างจะไม่ต่อเนื่อง แต่จะเป็นช่วงๆมีทิศทางจาก5’ไป3’ ทำให้ได้ชิ้นส่วนโอกาซากิหลายๆส่วนถูกเชื่มต่อด้วยเอนไซม์ดีเอ็นเอไลเกส เช่น ดีเอ็นเอสายใหม่เรียกว่า แลกกิง สแทรนด์

  23. ทิพยวรรณ มิตรแสง ม.6/1 พูดว่า:

    DNA replication
    การจำลองตัวเองของดีเอ็นเอสายพอลินิวคลีโอไทด์ของดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นสายคู่จะคลายตัวออก แยกห่างจากกัน เพื่อให้มีการนำเบสใหม่เข้าไปจับคู่กับเบสของนิวคลีโอไทด์สายเดิมและเกาะต่อกันเรื่อยๆ เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการทำให้ได้ดีเอ็นเอใหม่ 2 สาย ซึ่งมีลักษณะเหมือนกัน
    การสังเคราะห์ดีเอ็นเอมีลักษณะเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ หลายขึ้น แล้วชิ้นส่วนสั้นๆนี้ถูกต่อเข้ากันเป็นช่วงยาว โดยอาศัยเอนไซม์ดีเอ็นเอไลเกส ดีเอ็นเอสายหนึ่งจะสร้างต่อกันไปในทิศทางเดียวกัน การแยกสายดีเอ็นเอคู่เดิม ดีเอ็นเอใหม่ที่สร้างโดยวิธีนี้เรียกว่า ลีดิงสแทรนด์ มิทิศทางจาก5’ไป3’ ส่วนอีกสายของดีเอ็นเอการสร้างจะไม่ต่อเนื่อง แต่จะเป็นช่วงๆมีทิศทางจาก5’ไป3’ ทำให้ได้ชิ้นส่วนโอกาซากิหลายๆส่วนถูกเชื่มต่อด้วยเอนไซม์ดีเอ็นเอไลเกส เช่น ดีเอ็นเอสายใหม่เรียกว่า แลกกิง สแทรนด์

  24. ประภัสสร พรหมริน ม.6/1 พูดว่า:

    DNA replication
    การจำลองตัวเองของดีเอ็นเอสายพอลินิวคลีโอไทด์ของดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นสายคู่จะคลายตัวออก แยกห่างจากกัน เพื่อให้มีการนำเบสใหม่เข้าไปจับคู่กับเบสของนิวคลีโอไทด์สายเดิมและเกาะต่อกันเรื่อยๆ เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการทำให้ได้ดีเอ็นเอใหม่ 2 สาย ซึ่งมีลักษณะเหมือนกัน
    การสังเคราะห์ดีเอ็นเอมีลักษณะเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ หลายขึ้น แล้วชิ้นส่วนสั้นๆนี้ถูกต่อเข้ากันเป็นช่วงยาว โดยอาศัยเอนไซม์ดีเอ็นเอไลเกส ดีเอ็นเอสายหนึ่งจะสร้างต่อกันไปในทิศทางเดียวกัน การแยกสายดีเอ็นเอคู่เดิม ดีเอ็นเอใหม่ที่สร้างโดยวิธีนี้เรียกว่า ลีดิงสแทรนด์ มิทิศทางจาก5’ไป3’ ส่วนอีกสายของดีเอ็นเอการสร้างจะไม่ต่อเนื่อง แต่จะเป็นช่วงๆมีทิศทางจาก5’ไป3’ ทำให้ได้ชิ้นส่วนโอกาซากิหลายๆส่วนถูกเชื่มต่อด้วยเอนไซม์ดีเอ็นเอไลเกส เช่น ดีเอ็นเอสายใหม่เรียกว่า แลกกิง สแทรนด์

  25. รุจิรา สุจันศรี ม.6/1 พูดว่า:

    DNA replication
    การจำลองตัวเองของดีเอ็นเอสายพอลินิวคลีโอไทด์ของดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นสายคู่จะคลายตัวออก แยกห่างจากกัน เพื่อให้มีการนำเบสใหม่เข้าไปจับคู่กับเบสของนิวคลีโอไทด์สายเดิมและเกาะต่อกันเรื่อยๆ เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการทำให้ได้ดีเอ็นเอใหม่ 2 สาย ซึ่งมีลักษณะเหมือนกัน
    การสังเคราะห์ดีเอ็นเอมีลักษณะเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ หลายขึ้น แล้วชิ้นส่วนสั้นๆนี้ถูกต่อเข้ากันเป็นช่วงยาว โดยอาศัยเอนไซม์ดีเอ็นเอไลเกส ดีเอ็นเอสายหนึ่งจะสร้างต่อกันไปในทิศทางเดียวกัน การแยกสายดีเอ็นเอคู่เดิม ดีเอ็นเอใหม่ที่สร้างโดยวิธีนี้เรียกว่า ลีดิงสแทรนด์ มิทิศทางจาก5’ไป3’ ส่วนอีกสายของดีเอ็นเอการสร้างจะไม่ต่อเนื่อง แต่จะเป็นช่วงๆมีทิศทางจาก5’ไป3’ ทำให้ได้ชิ้นส่วนโอกาซากิหลายๆส่วนถูกเชื่มต่อด้วยเอนไซม์ดีเอ็นเอไลเกส เช่น ดีเอ็นเอสายใหม่เรียกว่า แลกกิง สแทรนด์

  26. ชมพูนุช พัฒน์วงค์ ม.6/1 พูดว่า:

    DNA replication
    การจำลองตัวเองของดีเอ็นเอสายพอลินิวคลีโอไทด์ของดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นสายคู่จะคลายตัวออก แยกห่างจากกัน เพื่อให้มีการนำเบสใหม่เข้าไปจับคู่กับเบสของนิวคลีโอไทด์สายเดิมและเกาะต่อกันเรื่อยๆ เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการทำให้ได้ดีเอ็นเอใหม่ 2 สาย ซึ่งมีลักษณะเหมือนกัน
    การสังเคราะห์ดีเอ็นเอมีลักษณะเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ หลายขึ้น แล้วชิ้นส่วนสั้นๆนี้ถูกต่อเข้ากันเป็นช่วงยาว โดยอาศัยเอนไซม์ดีเอ็นเอไลเกส ดีเอ็นเอสายหนึ่งจะสร้างต่อกันไปในทิศทางเดียวกัน การแยกสายดีเอ็นเอคู่เดิม ดีเอ็นเอใหม่ที่สร้างโดยวิธีนี้เรียกว่า ลีดิงสแทรนด์ มิทิศทางจาก5’ไป3’ ส่วนอีกสายของดีเอ็นเอการสร้างจะไม่ต่อเนื่อง แต่จะเป็นช่วงๆมีทิศทางจาก5’ไป3’ ทำให้ได้ชิ้นส่วนโอกาซากิหลายๆส่วนถูกเชื่มต่อด้วยเอนไซม์ดีเอ็นเอไลเกส เช่น ดีเอ็นเอสายใหม่เรียกว่า แลกกิง สแทรนด์

  27. นิตยา ศรีพันลม ม.6/1 พูดว่า:

    DNA replication
    การจำลองตัวเองของดีเอ็นเอสายพอลินิวคลีโอไทด์ของดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นสายคู่จะคลายตัวออก แยกห่างจากกัน เพื่อให้มีการนำเบสใหม่เข้าไปจับคู่กับเบสของนิวคลีโอไทด์สายเดิมและเกาะต่อกันเรื่อยๆ เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการทำให้ได้ดีเอ็นเอใหม่ 2 สาย ซึ่งมีลักษณะเหมือนกัน
    การสังเคราะห์ดีเอ็นเอมีลักษณะเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ หลายขึ้น แล้วชิ้นส่วนสั้นๆนี้ถูกต่อเข้ากันเป็นช่วงยาว โดยอาศัยเอนไซม์ดีเอ็นเอไลเกส ดีเอ็นเอสายหนึ่งจะสร้างต่อกันไปในทิศทางเดียวกัน การแยกสายดีเอ็นเอคู่เดิม ดีเอ็นเอใหม่ที่สร้างโดยวิธีนี้เรียกว่า ลีดิงสแทรนด์ มิทิศทางจาก5’ไป3’ ส่วนอีกสายของดีเอ็นเอการสร้างจะไม่ต่อเนื่อง แต่จะเป็นช่วงๆมีทิศทางจาก5’ไป3’ ทำให้ได้ชิ้นส่วนโอกาซากิหลายๆส่วนถูกเชื่มต่อด้วยเอนไซม์ดีเอ็นเอไลเกส เช่น ดีเอ็นเอสายใหม่เรียกว่า แลกกิง สแทรนด์

  28. จิราภา เข็มพันธ์ ม.6/1 พูดว่า:

    DNA replication
    การจำลองตัวเองของดีเอ็นเอสายพอลินิวคลีโอไทด์ของดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นสายคู่จะคลายตัวออก แยกห่างจากกัน เพื่อให้มีการนำเบสใหม่เข้าไปจับคู่กับเบสของนิวคลีโอไทด์สายเดิมและเกาะต่อกันเรื่อยๆ เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการทำให้ได้ดีเอ็นเอใหม่ 2 สาย ซึ่งมีลักษณะเหมือนกัน
    การสังเคราะห์ดีเอ็นเอมีลักษณะเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ หลายขึ้น แล้วชิ้นส่วนสั้นๆนี้ถูกต่อเข้ากันเป็นช่วงยาว โดยอาศัยเอนไซม์ดีเอ็นเอไลเกส ดีเอ็นเอสายหนึ่งจะสร้างต่อกันไปในทิศทางเดียวกัน การแยกสายดีเอ็นเอคู่เดิม ดีเอ็นเอใหม่ที่สร้างโดยวิธีนี้เรียกว่า ลีดิงสแทรนด์ มิทิศทางจาก5’ไป3’ ส่วนอีกสายของดีเอ็นเอการสร้างจะไม่ต่อเนื่อง แต่จะเป็นช่วงๆมีทิศทางจาก5’ไป3’ ทำให้ได้ชิ้นส่วนโอกาซากิหลายๆส่วนถูกเชื่มต่อด้วยเอนไซม์ดีเอ็นเอไลเกส เช่น ดีเอ็นเอสายใหม่เรียกว่า แลกกิง สแทรนด์

  29. รุ่งฤดี ชินปาปุน ม.6/1 พูดว่า:

    DNA replication
    -การจำลองตัวเองของ DNA พอลินิวคลีโอไทด์ 2 สายแยกออกจากกัน โดยพอลินิวคลีโอไทด์แต่ละสายจะทำหน้าที่เป็นแม่พิมพ์สำหรับการสร้างสายใหม่ โดยเบส A จับกับ T และเบส G จับกับ C
    -การสังเคราะห์ DNA มีส่วนที่แตกต่างกัน คือ สายหนึ่งจะสร้างต่อเนื่องกันเป็นสายยาวเรียกว่า ลีดดิงสแตรนด์ ส่วนอีกสายมีทิศทาง (5′–>3′) สวนกับทิศทางการคลายเกลียวของ DNA เดิมจึงมีสายสั้นๆ เรียกว่า แลกกิงแสตรนด์
    -เอนไซม์ไลเกส เชื่อมต่อสายสั้นๆให้เป็นสายเดียวกัน

  30. สุดารัตน์ พาเหนียว ม.6/1 พูดว่า:

    DNA replication
    -การจำลองตัวเองของ DNA พอลินิวคลีโอไทด์ 2 สายแยกออกจากกัน โดยพอลินิวคลีโอไทด์แต่ละสายจะทำหน้าที่เป็นแม่พิมพ์สำหรับการสร้างสายใหม่ โดยเบส A จับกับ T และเบส G จับกับ C
    -การสังเคราะห์ DNA มีส่วนที่แตกต่างกัน คือ สายหนึ่งจะสร้างต่อเนื่องกันเป็นสายยาวเรียกว่า ลีดดิงสแตรนด์ ส่วนอีกสายมีทิศทาง (5′–>3′) สวนกับทิศทางการคลายเกลียวของ DNA เดิมจึงมีสายสั้นๆ เรียกว่า แลกกิงแสตรนด์
    -เอนไซม์ไลเกส เชื่อมต่อสายสั้นๆให้เป็นสายเดียวกัน

  31. นิภาพร ชื่นตา ม.6/1 พูดว่า:

    DNA replication
    สำหรับ DNA replication นะคะ
    1. เริ่มด้วยเอนไซม์ helicase เข้าไปตัด H-bond ของเบสที่สาย DNA ที่จับคู่กันให้แยกจากกัน โดยอาศัย ATP ซึ่งการตัดนี้ทำให้เกิด replication fork
    2. จะมี single strand binding protein มาช่วยจับDNA สายเดี่ยวนี้ บริเวณ fork เพื่อให้รักษาสภาพสายไว้อย่างงั้น
    3. Primase จะสร้าง RNA primer ขึ้นมา ต่อกับDNA สายต้นแบบ เพื่อเป็นตัวเริ่มต้นให้กับสายใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น (สังเกตว่าเป็น RNA นะ)
    4. DNA polymerase III จะเข้ามาเพิ่มความยาวDNA สายใหม่โดยนำ nucleotide มาต่อกับ RNA primer ไปในทิศ 5′–>3′
    พอมาถึงตรงนี้ จะพบว่า สายDNAต้นแบบ สายหนึ่งจะไม่มีปัญหาเพราะสามารถต่อสายไปทาง5′–>3’ได้ตามปกติ (สายต้นแบบเป็น 3′–>5′) เรียกสายใหม่ที่ได้ว่า leading strand
    ส่วนอีกสายหนึ่ง lagging strand จะมีปัญหา (สายต้นแบบเป็น 5′–>3′) ดังนั้น จึงมีการใช้primer เป็นช่วงๆ เพื่อให้เป็นตัวเริ่มต้นของสายสั้นๆ ในทิศ 3′–>5′ ก็คือจะได้สายใหม่ที่เป็นท่อนๆ (okazaki fragment)
    5. RNA primer จะถูกเอาออกไปเพราะมันเป็น RNA ไม่ใช่ DNA (ไม่ใช่พวกเดียวกัน) โดย DNA polemerase I มาจัดการพร้อมทั้งเติม nucleotide เข้าไปถมที่แทน
    6. สำหรับ lagging srtand การถมของ polymerase I ก็ยังทำให้เหลือช่องว่าง (nick) อยู่ DNA ligase จะเข้ามาเชื่อมช่องว่างนั้น โดยใช้ ATP ทำให้ท่อนๆมาเชื่อมกันเป็นสายยาวได้

  32. เกษรา ยิ้มชัยภูมิ ม.6/2 พูดว่า:

    DNA replication
    สำหรับ DNA replication นะคะ
    1. เริ่มด้วยเอนไซม์ helicase เข้าไปตัด H-bond ของเบสที่สาย DNA ที่จับคู่กันให้แยกจากกัน โดยอาศัย ATP ซึ่งการตัดนี้ทำให้เกิด replication fork
    2. จะมี single strand binding protein มาช่วยจับDNA สายเดี่ยวนี้ บริเวณ fork เพื่อให้รักษาสภาพสายไว้อย่างงั้น
    3. Primase จะสร้าง RNA primer ขึ้นมา ต่อกับDNA สายต้นแบบ เพื่อเป็นตัวเริ่มต้นให้กับสายใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น (สังเกตว่าเป็น RNA นะ)
    4. DNA polymerase III จะเข้ามาเพิ่มความยาวDNA สายใหม่โดยนำ nucleotide มาต่อกับ RNA primer ไปในทิศ 5′–>3′
    พอมาถึงตรงนี้ จะพบว่า สายDNAต้นแบบ สายหนึ่งจะไม่มีปัญหาเพราะสามารถต่อสายไปทาง5′–>3’ได้ตามปกติ (สายต้นแบบเป็น 3′–>5′) เรียกสายใหม่ที่ได้ว่า leading strand
    ส่วนอีกสายหนึ่ง lagging strand จะมีปัญหา (สายต้นแบบเป็น 5′–>3′) ดังนั้น จึงมีการใช้primer เป็นช่วงๆ เพื่อให้เป็นตัวเริ่มต้นของสายสั้นๆ ในทิศ 3′–>5′ ก็คือจะได้สายใหม่ที่เป็นท่อนๆ (okazaki fragment)
    5. RNA primer จะถูกเอาออกไปเพราะมันเป็น RNA ไม่ใช่ DNA (ไม่ใช่พวกเดียวกัน) โดย DNA polemerase I มาจัดการพร้อมทั้งเติม nucleotide เข้าไปถมที่แทน
    6. สำหรับ lagging srtand การถมของ polymerase I ก็ยังทำให้เหลือช่องว่าง (nick) อยู่ DNA ligase จะเข้ามาเชื่อมช่องว่างนั้น โดยใช้ ATP ทำให้ท่อนๆมาเชื่อมกันเป็นสายยาวได้

  33. กุลธิดา คำภาจันทร์ ม.6/1 พูดว่า:

    DNA replication
    สำหรับ DNA replication นะคะ
    1. เริ่มด้วยเอนไซม์ helicase เข้าไปตัด H-bond ของเบสที่สาย DNA ที่จับคู่กันให้แยกจากกัน โดยอาศัย ATP ซึ่งการตัดนี้ทำให้เกิด replication fork
    2. จะมี single strand binding protein มาช่วยจับDNA สายเดี่ยวนี้ บริเวณ fork เพื่อให้รักษาสภาพสายไว้อย่างงั้น
    3. Primase จะสร้าง RNA primer ขึ้นมา ต่อกับDNA สายต้นแบบ เพื่อเป็นตัวเริ่มต้นให้กับสายใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น (สังเกตว่าเป็น RNA นะ)
    4. DNA polymerase III จะเข้ามาเพิ่มความยาวDNA สายใหม่โดยนำ nucleotide มาต่อกับ RNA primer ไปในทิศ 5′–>3′
    พอมาถึงตรงนี้ จะพบว่า สายDNAต้นแบบ สายหนึ่งจะไม่มีปัญหาเพราะสามารถต่อสายไปทาง5′–>3’ได้ตามปกติ (สายต้นแบบเป็น 3′–>5′) เรียกสายใหม่ที่ได้ว่า leading strand
    ส่วนอีกสายหนึ่ง lagging strand จะมีปัญหา (สายต้นแบบเป็น 5′–>3′) ดังนั้น จึงมีการใช้primer เป็นช่วงๆ เพื่อให้เป็นตัวเริ่มต้นของสายสั้นๆ ในทิศ 3′–>5′ ก็คือจะได้สายใหม่ที่เป็นท่อนๆ (okazaki fragment)
    5. RNA primer จะถูกเอาออกไปเพราะมันเป็น RNA ไม่ใช่ DNA (ไม่ใช่พวกเดียวกัน) โดย DNA polemerase I มาจัดการพร้อมทั้งเติม nucleotide เข้าไปถมที่แทน
    6. สำหรับ lagging srtand การถมของ polymerase I ก็ยังทำให้เหลือช่องว่าง (nick) อยู่ DNA ligase จะเข้ามาเชื่อมช่องว่างนั้น โดยใช้ ATP ทำให้ท่อนๆมาเชื่อมกันเป็นสายยาวได้

  34. กุลธิดา คำภาจันทร์ ม.6/1 พูดว่า:

    DNA replication
    -การจำลองตัวเองของ DNA พอลินิวคลีโอไทด์ 2 สายแยกออกจากกัน โดยพอลินิวคลีโอไทด์แต่ละสายจะทำหน้าที่เป็นแม่พิมพ์สำหรับการสร้างสายใหม่ โดยเบส A จับกับ T และเบส G จับกับ C
    -การสังเคราะห์ DNA มีส่วนที่แตกต่างกัน คือ สายหนึ่งจะสร้างต่อเนื่องกันเป็นสายยาวเรียกว่า ลีดดิงสแตรนด์ ส่วนอีกสายมีทิศทาง (5′–>3′) สวนกับทิศทางการคลายเกลียวของ DNA เดิมจึงมีสายสั้นๆ เรียกว่า แลกกิงแสตรนด์
    -เอนไซม์ไลเกส เชื่อมต่อสายสั้นๆให้เป็นสายเดียวกัน

  35. อภิญญา สุวรรณไตร ม.6/2 พูดว่า:

    DNA replication
    -การจำลองตัวเองของ DNA พอลินิวคลีโอไทด์ 2 สายแยกออกจากกัน โดยพอลินิวคลีโอไทด์แต่ละสายจะทำหน้าที่เป็นแม่พิมพ์สำหรับการสร้างสายใหม่ โดยเบส A จับกับ T และเบส G จับกับ C
    -การสังเคราะห์ DNA มีส่วนที่แตกต่างกัน คือ สายหนึ่งจะสร้างต่อเนื่องกันเป็นสายยาวเรียกว่า ลีดดิงสแตรนด์ ส่วนอีกสายมีทิศทาง (5′–>3′) สวนกับทิศทางการคลายเกลียวของ DNA เดิมจึงมีสายสั้นๆ เรียกว่า แลกกิงแสตรนด์
    -เอนไซม์ไลเกส เชื่อมต่อสายสั้นๆให้เป็นสายเดียวกัน

  36. นายกฤตภาส ช้อยช่างทอง 6/1 พูดว่า:

    การถอดข้อความทางพันธุกรรมในดีเอ็นเอมาเป็นอาร์เอ็นเอนั้นจะมีด
    ีเอ็นเอสายหนึ่งเป็นแม่แบบ อาร์เอ็นเอที่สร้างขึ้นจะมีการเรียงตัวของเบสตามกฎการจับคู่ของ
    เบส กับเบสในสายดีเอ็นเอที่เป็นแม่แบบ เราจะเรียกดีเอ็นเอที่เป็นแม่แบ
    บนี้ว่าสายแม่แบบ (template strand) และเรียกดีเอ็นเออีกสายหนึ่งที่
    ไม่ถูกถอดข้อความว่าสายรหัสพันธุกรรม (coding strand)

  37. พิชยา ไมตรี ม.6/2 พูดว่า:

    การจำลองเริ่มที่ เอ็นไซน์ helicase มาคลายเกลียว DNAทำให้ hydrogen bond ระหว่างสาย polyncieotide สลายออกบริเวณที่เป็น 3 ง่าม จะเริ่มจำลอง ซึ่งจะเริ่มได้ก็ต่อเมื่อมีโมเลกุล RNA บุกเบิกเป็นต้นทางเสียก่อน เรียกว่า primer สร้างโดยเอ็นไซน์ primase แล้วเอ็นไซน์ DNA polymerase จะค่อยๆจับเอา Nucleotideแต่ละโมเลกุลมาต่อเรียงกันนับจาก primer เป็นสายใหม่ออกมา
    การจำลอง polyncieotide สายใหม่จะต้องเกิดจาก 5’ไป3’เสมอ นั่นคือ DNA polymerase เคลื่อนที่จาก 3’ไป 5′ บน polyncieotide สายเดิมทำให้มีสายหนึ่งจำลองได้เป็นสายยาว เรียกleading strand กับอีกสายหนึ่งจำลองแบบติดๆขัดๆ เรียก Lagging stand ทำให้ได้DNA สายสั้นๆ ไม่ปะติดปะต่อกันเรียก okazaki fragment ซึ่งจะถูกเชื่อมต่อด้วยเอ็นไซม์ ligase

  38. DNA replication
    ดีเอ็นเอเริ่มต้นด้วย”unzipping”แม่ของโมเลกุลเป็นพันธะไฮโดรเจนระหว่างคู่เบสจะแตก
    เปิดเผยเมื่อลำดับของฐานในแต่ละเส้นแยกออกจากกันทำหน้าที่เป็นแม่แบบเพื่อเป็นแนวทางในการแทรกชุดประกอบของฐานในสาระที่มีการสังเคราะห์
    เส้นใหม่จะประกอบจาก triphosphates deoxynucleoside
    แต่ละ nucleotide เข้ามาเชื่อมโยง covalently ที่”ฟรี”อะตอมคาร์บอน 3’on pentose (รูป) เป็น
    ฟอสเฟตที่สองและสามจะถูกลบออกด้วยกันเป็นโมเลกุลของ pyrophosphate (PPI)
    nucleotides มีประกอบเพื่อเติมเต็มคำสั่งของฐานในสาระที่แสดงเป็นแม่แบบ
    ดังนั้น C ในเทมเพลทคู่มือการแทรกของ G ในสาระใหม่แต่ละแต่ละ G C และอื่นๆ
    เมื่อกระบวนการเสร็จสมบูรณ์สองโมเลกุล DNA มีรูปเหมือนกันและโมเลกุลแม่

  39. นางสาวมณีรัตน์ อินทนันท์ ชั้นม.6/2 เลขที่ 30 พูดว่า:

    การจำลองเริ่มที่เอนไซม์ helicase มาคลายเกี่ยว DNA ทำให้ hydrogen bond ระหว่างสาย polynucleotide สลายออกซึ่งจะเริ่มได้ก็ต่อเมื่อมี RNA บุกเบิกต้นทางก่อน สร้างเอนไซน์ primase แล้วเอนไซน์ DNA polynerase จะจับเอา nucleotide แต่ละโมเลกุลมาต่อเรียงกันนับจาก primer เป็นสายใหม่ออกมา

  40. นางสาวอรวรรณ โสตะวงค์ ชั้นม.6/2 เลขที่ 43 พูดว่า:

    การจำลองเริ่มที่เอนไซม์ helicase มาคลายเกี่ยว DNA ทำให้ hydrogen bond ระหว่างสาย polynucleotide สลายออกซึ่งจะเริ่มได้ก็ต่อเมื่อมี RNA บุกเบิกต้นทางก่อน สร้างเอนไซน์ primase แล้วเอนไซน์ DNA polynerase จะจับเอา nucleotide แต่ละโมเลกุลมาต่อเรียงกันนับจาก primer เป็นสายใหม่ออกมา

  41. นายพิเชษฐ์ แซ่ใหล ชั้นม.6/2 เลขที่ 10 พูดว่า:

    การจำลองเริ่มที่เอนไซม์ helicase มาคลายเกี่ยว DNA ทำให้ hydrogen bond ระหว่างสาย polynucleotide สลายออกซึ่งจะเริ่มได้ก็ต่อเมื่อมี RNA บุกเบิกต้นทางก่อน สร้างเอนไซน์ primase แล้วเอนไซน์ DNA polynerase จะจับเอา nucleotide แต่ละโมเลกุลมาต่อเรียงกันนับจาก primer เป็นสายใหม่ออกมา

  42. นางสาวกรรณิการ์ จำเริญชัย ม.6/2 เลขที่ 14 พูดว่า:

    การจำลองเริ่มที่เอนไซม์ helicase มาคลายเกี่ยว DNA ทำให้ hydrogen bond ระหว่างสาย polynucleotide สลายออกซึ่งจะเริ่มได้ก็ต่อเมื่อมี RNA บุกเบิกต้นทางก่อน สร้างเอนไซน์ primase แล้วเอนไซน์ DNA polynerase จะจับเอา nucleotide แต่ละโมเลกุลมาต่อเรียงกันนับจาก primer เป็นสายใหม่ออกมา

  43. นางสาวฉัตรยาภรณ์ การุญ ม.6/2 เลขที่ 33 พูดว่า:

    การจำลองเริ่มที่เอนไซม์ helicase มาคลายเกี่ยว DNA ทำให้ hydrogen bond ระหว่างสาย polynucleotide สลายออกซึ่งจะเริ่มได้ก็ต่อเมื่อมี RNA บุกเบิกต้นทางก่อน สร้างเอนไซน์ primase แล้วเอนไซน์ DNA polynerase จะจับเอา nucleotide แต่ละโมเลกุลมาต่อเรียงกันนับจาก primer เป็นสายใหม่ออกมา

  44. นางสาวนาตยา ขันทีท้าว ม.6/2 เลขที่ 23 พูดว่า:

    การจำลองเริ่มที่เอนไซม์ helicase มาคลายเกี่ยว DNA ทำให้ hydrogen bond ระหว่างสาย polynucleotide สลายออกซึ่งจะเริ่มได้ก็ต่อเมื่อมี RNA บุกเบิกต้นทางก่อน สร้างเอนไซน์ primase แล้วเอนไซน์ DNA polynerase จะจับเอา nucleotide แต่ละโมเลกุลมาต่อเรียงกันนับจาก primer เป็นสายใหม่ออกมา

  45. นายทวีชัย พรมวงษ์ ม. 6/1 พูดว่า:

    การถอดข้อความทางพันธุกรรมในดีเอ็นเอมาเป็นอาร์เอ็นเอนั้นจะมีดีเอ็นเอสายหนึ่งเป็นแม่แบบ อาร์เอ็นเอที่สร้างขึ้นจะมีการเรียงตัวของเบสตามกฎการจับคู่ของเบส
    กับเบสในสายดีเอ็นเอที่เป็นแม่แบบ เราจะเรียกดีเอ็นเอที่เป็นแม่แบบนี้ว่าสายแม่แบบ (template strand) และเรียกดีเอ็นเออีกสายหนึ่งที่ไม่ถูกถอดข้อความว่าสายรหัสพันธุกรรม (coding strand)

  46. น.ส นิลาวัลย์ เจริญ ม. 6/1 พูดว่า:

    การถอดข้อความทางพันธุกรรมในดีเอ็นเอมาเป็นอาร์เอ็นเอนั้นจะมีดีเอ็นเอสายหนึ่งเป็นแม่แบบ อาร์เอ็นเอที่สร้างขึ้นจะมีการเรียงตัวของเบสตามกฎการจับคู่ของเบส
    กับเบสในสายดีเอ็นเอที่เป็นแม่แบบ เราจะเรียกดีเอ็นเอที่เป็นแม่แบบนี้ว่าสายแม่แบบ (template strand) และเรียกดีเอ็นเออีกสายหนึ่งที่ไม่ถูกถอดข้อความว่าสายรหัสพันธุกรรม (coding strand)

  47. น.ส ศศิธร ปานมาศ ม. 6/1 พูดว่า:

    การถอดข้อความทางพันธุกรรมในดีเอ็นเอมาเป็นอาร์เอ็นเอนั้นจะมีดีเอ็นเอสายหนึ่งเป็นแม่แบบ อาร์เอ็นเอที่สร้างขึ้นจะมีการเรียงตัวของเบสตามกฎการจับคู่ของเบส
    กับเบสในสายดีเอ็นเอที่เป็นแม่แบบ เราจะเรียกดีเอ็นเอที่เป็นแม่แบบนี้ว่าสายแม่แบบ (template strand) และเรียกดีเอ็นเออีกสายหนึ่งที่ไม่ถูกถอดข้อความว่าสายรหัสพันธุกรรม (coding strand)

  48. นายจุมพต บุญใหญ่ ม.6/2 เลขที่1 พูดว่า:

    การสังเคราะห์ดีเอนเอหรือการจำลอง ตัวเองของดีเอ็นเอ

    คือการสังเคราะหดีเอนเอใหม่ให้ เหมือนดีเอนเอคู่เดิมเป็นแม่แบบ (template)

  49. นายธิระวัฒน์ ปัญเศษ พูดว่า:

    การ จำลองตัวเองของ DNA (DNA REPLICATION)
    DNA สามารถเพิ่มจำนวนได้โดยการจำลองตัวเอง (self replication)
    ซึ่งเป็นคุณสมบัติพิเศษที่สำคัญมากในการทำหน้าที่ถ่ายลักษณะทางพันธุกรรมจาก สิ่งมีชีวิต
    รุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง การจำลองตัวของดีเอ็นเอเริ่มจากการคลายเกลียวออกจากกันแล้ว
    ใช้สายพอลินิวคลีโอไทด์สายใดสายหนึ่งใน 2 สายเป็นแม่พิมพ์ (template) ในการสร้าง
    สายใหม่ขึ้นมา ซึ่งสุดท้ายดีเอ็นเอที่จำลองใหม่จะประกอบด้วยสายพอลินิวคลีโอไทด์
    สายเดิมและสายใหม่ นอกจากนี้ ดีเอ็นเอ ยังทำหน้าที่เป็นแม่แบบของการสร้างสาย
    อาร์เอ็นเอ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งกระบวนการต่างๆ เหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยเอนไซม์จำเพาะ
    หลายชนิดในการควบคุมปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น เช่น ดีเอ็นเอโพลิเมอเรส (DNA polymerase)
    อาร์เอ็นเอโพลิเมอเรส (RNA polymerase) เฮลิเคส (helicase) ไลเกส (ligase) เป็นต้น

  50. นายเจริญสุข อักษรดี เลขที่ 2 6/2 พูดว่า:

    การ จำลองตัวเองของ DNA (DNA REPLICATION)
    DNA สามารถเพิ่มจำนวนได้โดยการจำลองตัวเอง (self replication)
    ซึ่งเป็นคุณสมบัติพิเศษที่สำคัญมากในการทำหน้าที่ถ่ายลักษณะทางพันธุกรรมจาก สิ่งมีชีวิต
    รุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง การจำลองตัวของดีเอ็นเอเริ่มจากการคลายเกลียวออกจากกันแล้ว
    ใช้สายพอลินิวคลีโอไทด์สายใดสายหนึ่งใน 2 สายเป็นแม่พิมพ์ (template) ในการสร้าง
    สายใหม่ขึ้นมา ซึ่งสุดท้ายดีเอ็นเอที่จำลองใหม่จะประกอบด้วยสายพอลินิวคลีโอไทด์
    สายเดิมและสายใหม่ นอกจากนี้ ดีเอ็นเอ ยังทำหน้าที่เป็นแม่แบบของการสร้างสาย
    อาร์เอ็นเอ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งกระบวนการต่างๆ เหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยเอนไซม์จำเพาะ
    หลายชนิดในการควบคุมปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น เช่น ดีเอ็นเอโพลิเมอเรส (DNA polymerase)
    อาร์เอ็นเอโพลิเมอเรส (RNA polymerase) เฮลิเคส (helicase) ไลเกส (ligase) เป็นต้นคับ

  51. นางสาวสุเนย สุปัดคำ พูดว่า:

    การ จำลองเริ่มที่เอนไซม์ helicase มาคลายเกี่ยว DNA ทำให้ hydrogen bond ระหว่างสาย polynucleotide สลายออกซึ่งจะเริ่มได้ก็ ต่อเมื่อมี RNA บุกเบิกต้นทางก่อน สร้างเอนไซน์ primase แล้ว เอนไซน์ DNA polynerase จะจับเอา nucleotide แต่ ละโมเลกุลมาต่อเรียงกันนับจาก primer เป็นสายใหม่ออกมา

  52. นางทิพวรรณ ลือหาญ 6/3 เลขที่38 พูดว่า:

    การ จำลองเริ่มที่เอนไซม์ helicase มาคลายเกี่ยว DNA ทำให้ hydrogen bond ระหว่างสาย polynucleotide สลายออกซึ่งจะเริ่มได้ก็ ต่อเมื่อมี RNA บุกเบิกต้นทางก่อน สร้างเอนไซน์ primase แล้ว เอนไซน์ DNA polynerase จะจับเอา nucleotide แต่ ละโมเลกุลมาต่อเรียงกันนับจาก primer เป็นสายใหม่ออกมาค่ะ

  53. นายจุมพต บุญใหญ่ พูดว่า:

    การจำลองเริ่มที่ เอ็นไซน์ helicase มาคลายเกลียว DNAทำให้ hydrogen bond ระหว่างสาย polyncieotide สลายออกบริเวณที่เป็น 3 ง่าม จะเริ่มจำลอง ซึ่งจะเริ่มได้ก็ต่อเมื่อมีโมเลกุล RNA บุกเบิกเป็นต้นทางเสียก่อน เรียกว่า primer สร้างโดยเอ็นไซน์ primase แล้วเอ็นไซน์ DNA polymerase จะค่อยๆจับเอา Nucleotideแต่ละโมเลกุลมาต่อเรียงกันนับจาก primer เป็นสายใหม่ออกมา
    การจำลอง polyncieotide สายใหม่จะต้องเกิดจาก 5′ไป3′เสมอ นั่นคือ DNA polymerase เคลื่อนที่จาก 3′ไป 5′ บน polyncieotide สายเดิมทำให้มีสายหนึ่งจำลองได้เป็นสายยาว เรียกleading strand กับอีกสายหนึ่งจำลองแบบติดๆขัดๆ เรียก Lagging stand ทำให้ได้DNA สายสั้นๆ ไม่ปะติดปะต่อกันเรียก okazaki fragment ซึ่งจะถูกเชื่อมต่อด้วยเอ็นไซม์ ligase

  54. นายพร้อมไพบูลย์ ยิ้มจันทร์ พูดว่า:

    การจำลองเริ่มที่ เอ็นไซน์ helicase มาคลายเกลียว DNAทำให้ hydrogen bond ระหว่างสาย polyncieotide สลายออกบริเวณที่เป็น 3 ง่าม จะเริ่มจำลอง ซึ่งจะเริ่มได้ก็ต่อเมื่อมีโมเลกุล RNA บุกเบิกเป็นต้นทางเสียก่อน เรียกว่า primer สร้างโดยเอ็นไซน์ primase แล้วเอ็นไซน์ DNA polymerase จะค่อยๆจับเอา Nucleotideแต่ละโมเลกุลมาต่อเรียงกันนับจาก primer เป็นสายใหม่ออกมา
    การจำลอง polyncieotide สายใหม่จะต้องเกิดจาก 5′ไป3′เสมอ นั่นคือ DNA polymerase เคลื่อนที่จาก 3′ไป 5′ บน polyncieotide สายเดิมทำให้มีสายหนึ่งจำลองได้เป็นสายยาว เรียกleading strand กับอีกสายหนึ่งจำลองแบบติดๆขัดๆ เรียก Lagging stand ทำให้ได้DNA สายสั้นๆ ไม่ปะติดปะต่อกันเรียก okazaki fragment ซึ่งจะถูกเชื่อมต่อด้วยเอ็นไซม์ ligase

  55. นางสาววนิดา ทุมอุบล พูดว่า:

    การจำลองเริ่มที่ เอ็นไซน์ helicase มาคลายเกลียว DNAทำให้ hydrogen bond ระหว่างสาย polyncieotide สลายออกบริเวณที่เป็น 3 ง่าม จะเริ่มจำลอง ซึ่งจะเริ่มได้ก็ต่อเมื่อมีโมเลกุล RNA บุกเบิกเป็นต้นทางเสียก่อน เรียกว่า primer สร้างโดยเอ็นไซน์ primase แล้วเอ็นไซน์ DNA polymerase จะค่อยๆจับเอา Nucleotideแต่ละโมเลกุลมาต่อเรียงกันนับจาก primer เป็นสายใหม่ออกมา
    การจำลอง polyncieotide สายใหม่จะต้องเกิดจาก 5′ไป3′เสมอ นั่นคือ DNA polymerase เคลื่อนที่จาก 3′ไป 5′ บน polyncieotide สายเดิมทำให้มีสายหนึ่งจำลองได้เป็นสายยาว เรียกleading strand กับอีกสายหนึ่งจำลองแบบติดๆขัดๆ เรียก Lagging stand ทำให้ได้DNA สายสั้นๆ ไม่ปะติดปะต่อกันเรียก okazaki fragment ซึ่งจะถูกเชื่อมต่อด้วยเอ็นไซม์ ligaseค่ะ

  56. นางสาวอรอนงค์ พรมสมบัติ เลขที่43 6/2 พูดว่า:

    DNA replication
    -การจำลองตัวเองของ DNA พอลินิวคลีโอไทด์ 2 สายแยกออกจากกัน โดยพอลินิวคลีโอไทด์แต่ละสายจะทำหน้าที่เป็นแม่พิมพ์สำหรับการสร้างสายใหม่ โดยเบส A จับกับ T และเบส G จับกับ C
    -การสังเคราะห์ DNA มีส่วนที่แตกต่างกัน คือ สายหนึ่งจะสร้างต่อเนื่องกันเป็นสายยาวเรียกว่า ลีดดิงสแตรนด์ ส่วนอีกสายมีทิศทาง (5′–>3′) สวนกับทิศทางการคลายเกลียวของ DNA เดิมจึงมีสายสั้นๆ เรียกว่า แลกกิงแสตรนด์
    -เอนไซม์ไลเกส เชื่อมต่อสายสั้นๆให้เป็นสายเดียวกัน

  57. นางสาวพิจิตรา โคตรชัยงาม 6/2 เลขที่26 พูดว่า:

    DNA replication
    -การจำลองตัวเองของ DNA พอลินิวคลีโอไทด์ 2 สายแยกออกจากกัน โดยพอลินิวคลีโอไทด์แต่ละสายจะทำหน้าที่เป็นแม่พิมพ์สำหรับการสร้างสายใหม่ โดยเบส A จับกับ T และเบส G จับกับ C
    -การสังเคราะห์ DNA มีส่วนที่แตกต่างกัน คือ สายหนึ่งจะสร้างต่อเนื่องกันเป็นสายยาวเรียกว่า ลีดดิงสแตรนด์ ส่วนอีกสายมีทิศทาง (5′–>3′) สวนกับทิศทางการคลายเกลียวของ DNA เดิมจึงมีสายสั้นๆ เรียกว่า แลกกิงแสตรนด์
    -เอนไซม์ไลเกส เชื่อมต่อสายสั้นๆให้เป็นสายเดียวกันนะค่ะ

  58. นางสาวนัยฝัน ถาทุมมา พูดว่า:

    การ จำลองตัวเองของ DNA (DNA REPLICATION)
    DNA สามารถเพิ่มจำนวนได้โดยการจำลองตัวเอง (self replication)
    ซึ่งเป็นคุณสมบัติพิเศษที่สำคัญมากในการทำหน้าที่ถ่ายลักษณะทางพันธุกรรมจาก สิ่งมีชีวิต
    รุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง การจำลองตัวของดีเอ็นเอเริ่มจากการคลายเกลียวออกจากกันแล้ว
    ใช้สายพอลินิวคลีโอไทด์สายใดสายหนึ่งใน 2 สายเป็นแม่พิมพ์ (template) ในการสร้าง
    สายใหม่ขึ้นมา ซึ่งสุดท้ายดีเอ็นเอที่จำลองใหม่จะประกอบด้วยสายพอลินิวคลีโอไทด์
    สายเดิมและสายใหม่ นอกจากนี้ ดีเอ็นเอ ยังทำหน้าที่เป็นแม่แบบของการสร้างสาย
    อาร์เอ็นเอ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งกระบวนการต่างๆ เหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยเอนไซม์จำเพาะ
    หลายชนิดในการควบคุมปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น เช่น ดีเอ็นเอโพลิเมอเรส (DNA polymerase)
    อาร์เอ็นเอโพลิเมอเรส (RNA polymerase) เฮลิเคส (helicase) ไลเกส (ligase) เป็นต้น

  59. นางสาวลาวัลย์ ไพคำนาม พูดว่า:

    การจำลองตัวเองของ DNA ตามสมมติฐานของนักวิทยาศาสตร์มีดังนี้

    1. แบบกึ่งอนุรักษ์ (semiconservative replication) เมื่อมีการจำลองตัวเองของ DNA แล้ว DNA แต่ละโมเลกุลมีพอลินิวคลีโอไทด์ สายเดิมและสายใหม่ ซึ่งเป็นแบบจำลองของวอตสันและคลิก

    2 แบบอนุรักษ์ (conservative replication) เมื่อมีการจำลองตัวเองของ DNA แล้ว พอลินิวคลีโอไทด์ทั้งสองสายไม่แยกจากกันยังเป็นสายเดิม จะได้ DNA โมเลกุลใหม่ที่มีสายของโมเลกุลพอลินิวคลีโอไทด์สายใหม่ทั้งสองสาย

    3. แบบกระจัดกระจาย (dispersive replication) เมื่อมีการจำลองตัวเองของ DNA จะได้ DNA ที่เป็นของเดิมและของใหม่ปะปนกันไม่เป็นระเบียบ

  60. นางสาวอมรรัตน์ คุณกร พูดว่า:

    การจำลองตัวเองของ DNA ตามสมมติฐานของนักวิทยาศาสตร์มีดังนี้

    1. แบบกึ่งอนุรักษ์ (semiconservative replication) เมื่อมีการจำลองตัวเองของ DNA แล้ว DNA แต่ละโมเลกุลมีพอลินิวคลีโอไทด์ สายเดิมและสายใหม่ ซึ่งเป็นแบบจำลองของวอตสันและคลิก

    2 แบบอนุรักษ์ (conservative replication) เมื่อมีการจำลองตัวเองของ DNA แล้ว พอลินิวคลีโอไทด์ทั้งสองสายไม่แยกจากกันยังเป็นสายเดิม จะได้ DNA โมเลกุลใหม่ที่มีสายของโมเลกุลพอลินิวคลีโอไทด์สายใหม่ทั้งสองสาย

    3. แบบกระจัดกระจาย (dispersive replication) เมื่อมีการจำลองตัวเองของ DNA จะได้ DNA ที่เป็นของเดิมและของใหม่ปะปนกันไม่เป็นระเบียบ

  61. นางสาวฐานมาศ ทองจุน เลขที่20 6/2 พูดว่า:

    DNA replication
    การจำลองตัวเองของดีเอ็นเอสายพอลินิวคลีโอไทด์ของดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นสายคู่จะคลายตัวออก แยกห่างจากกัน เพื่อให้มีการนำเบสใหม่เข้าไปจับคู่กับเบสของนิวคลีโอไทด์สายเดิมและเกาะต่อ กันเรื่อยๆ เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการทำให้ได้ดีเอ็นเอใหม่ 2 สาย ซึ่งมีลักษณะเหมือนกัน
    การสังเคราะห์ดีเอ็นเอมีลักษณะเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ หลายขึ้น แล้วชิ้นส่วนสั้นๆนี้ถูกต่อเข้ากันเป็นช่วงยาว โดยอาศัยเอนไซม์ดีเอ็นเอไลเกส ดีเอ็นเอสายหนึ่งจะสร้างต่อกันไปในทิศทางเดียวกัน การแยกสายดีเอ็นเอคู่เดิม ดีเอ็นเอใหม่ที่สร้างโดยวิธีนี้เรียกว่า ลีดิงสแทรนด์ มิทิศทางจาก5’ไป3’ ส่วนอีกสายของดีเอ็นเอการสร้างจะไม่ต่อเนื่อง แต่จะเป็นช่วงๆมีทิศทางจาก5’ไป3’ ทำให้ได้ชิ้นส่วนโอกาซากิหลายๆส่วนถูกเชื่มต่อด้วยเอนไซม์ดีเอ็นเอไลเกส เช่น ดีเอ็นเอสายใหม่เรียกว่า แลกกิง สแทรนด์

  62. นายพงษ์ศักดิ์ พรหมสมบัติ 6/2 เลขที่9 พูดว่า:

    DNA replication
    การจำลองตัวเองของดีเอ็นเอสายพอลินิวคลีโอไทด์ของดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นสายคู่จะคลายตัวออก แยกห่างจากกัน เพื่อให้มีการนำเบสใหม่เข้าไปจับคู่กับเบสของนิวคลีโอไทด์สายเดิมและเกาะต่อ กันเรื่อยๆ เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการทำให้ได้ดีเอ็นเอใหม่ 2 สาย ซึ่งมีลักษณะเหมือนกัน
    การสังเคราะห์ดีเอ็นเอมีลักษณะเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ หลายขึ้น แล้วชิ้นส่วนสั้นๆนี้ถูกต่อเข้ากันเป็นช่วงยาว โดยอาศัยเอนไซม์ดีเอ็นเอไลเกส ดีเอ็นเอสายหนึ่งจะสร้างต่อกันไปในทิศทางเดียวกัน การแยกสายดีเอ็นเอคู่เดิม ดีเอ็นเอใหม่ที่สร้างโดยวิธีนี้เรียกว่า ลีดิงสแทรนด์ มิทิศทางจาก5’ไป3’ ส่วนอีกสายของดีเอ็นเอการสร้างจะไม่ต่อเนื่อง แต่จะเป็นช่วงๆมีทิศทางจาก5’ไป3’ ทำให้ได้ชิ้นส่วนโอกาซากิหลายๆส่วนถูกเชื่มต่อด้วยเอนไซม์ดีเอ็นเอไลเกส เช่น ดีเอ็นเอสายใหม่เรียกว่า แลกกิง สแทรนด์

  63. นายณัฐพงษ์ ต้นกันยา พูดว่า:

    DNA replication
    การจำลองตัวเองของดีเอ็นเอสายพอลินิวคลีโอไทด์ของดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นสายคู่จะคลายตัวออก แยกห่างจากกัน เพื่อให้มีการนำเบสใหม่เข้าไปจับคู่กับเบสของนิวคลีโอไทด์สายเดิมและเกาะต่อ กันเรื่อยๆ เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการทำให้ได้ดีเอ็นเอใหม่ 2 สาย ซึ่งมีลักษณะเหมือนกัน
    การสังเคราะห์ดีเอ็นเอมีลักษณะเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ หลายขึ้น แล้วชิ้นส่วนสั้นๆนี้ถูกต่อเข้ากันเป็นช่วงยาว โดยอาศัยเอนไซม์ดีเอ็นเอไลเกส ดีเอ็นเอสายหนึ่งจะสร้างต่อกันไปในทิศทางเดียวกัน การแยกสายดีเอ็นเอคู่เดิม ดีเอ็นเอใหม่ที่สร้างโดยวิธีนี้เรียกว่า ลีดิงสแทรนด์ มิทิศทางจาก5’ไป3’ ส่วนอีกสายของดีเอ็นเอการสร้างจะไม่ต่อเนื่อง แต่จะเป็นช่วงๆมีทิศทางจาก5’ไป3’ ทำให้ได้ชิ้นส่วนโอกาซากิหลายๆส่วนถูกเชื่มต่อด้วยเอนไซม์ดีเอ็นเอไลเกส เช่น ดีเอ็นเอสายใหม่เรียกว่า แลกกิง สแทรนด์ครับ

  64. นายพิพัฒน์ ราชโส 6/2 เลขที่11 พูดว่า:

    การ จำลองตัวเองของ DNA (DNA REPLICATION)
    DNA สามารถเพิ่มจำนวนได้โดยการจำลองตัวเอง (self replication)
    ซึ่งเป็นคุณสมบัติพิเศษที่สำคัญมากในการทำหน้าที่ถ่ายลักษณะทางพันธุกรรมจาก สิ่งมีชีวิต
    รุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง การจำลองตัวของดีเอ็นเอเริ่มจากการคลายเกลียวออกจากกันแล้ว
    ใช้สายพอลินิวคลีโอไทด์สายใดสายหนึ่งใน 2 สายเป็นแม่พิมพ์ (template) ในการสร้าง
    สายใหม่ขึ้นมา ซึ่งสุดท้ายดีเอ็นเอที่จำลองใหม่จะประกอบด้วยสายพอลินิวคลีโอไทด์
    สายเดิมและสายใหม่ นอกจากนี้ ดีเอ็นเอ ยังทำหน้าที่เป็นแม่แบบของการสร้างสาย
    อาร์เอ็นเอ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งกระบวนการต่างๆ เหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยเอนไซม์จำเพาะ
    หลายชนิดในการควบคุมปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น เช่น ดีเอ็นเอโพลิเมอเรส (DNA polymerase)
    อาร์เอ็นเอโพลิเมอเรส (RNA polymerase) เฮลิเคส (helicase) ไลเกส (ligase)

  65. waraporn charoensri พูดว่า:

    DNA จะเริ่มมีการแบ่งตัว เมื่อมีการเพิ่มโครโมโซมอีก 1 เท่าตัว ในขณะที่มีการแบ่งเซลล์ก็ย่อมมีการ
    สร้าง DNAขึ้นมาใหม่และมีการแยก DNA ออกจากกันจะต้องเหมือนกันทุกประการ

  66. สำหรับ DNA replication นะคะ
    1. เริ่มด้วยเอนไซม์ helicase เข้าไปตัด H-bond ของเบสที่สาย DNA ที่จับคู่กันให้แยกจากกัน โดยอาศัย ATP ซึ่งการตัดนี้ทำให้เกิด replication fork
    2. จะมี single strand binding protein มาช่วยจับDNA สายเดี่ยวนี้ บริเวณ fork เพื่อให้รักษาสภาพสายไว้อย่างงั้น
    3. Primase จะสร้าง RNA primer ขึ้นมา ต่อกับDNA สายต้นแบบ เพื่อเป็นตัวเริ่มต้นให้กับสายใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น (สังเกตว่าเป็น RNA นะ)
    4. DNA polymerase III จะเข้ามาเพิ่มความยาวDNA สายใหม่โดยนำ nucleotide มาต่อกับ RNA primer ไปในทิศ 5′–>3′
    พอมาถึงตรงนี้ จะพบว่า สายDNAต้นแบบ สายนึงจะไม่มีปัญหาเพราะสามารถต่อสายไปทาง5′–>3′ได้ตามปกติ (สายต้นแบบเป็น 3′–>5′) เรียกสายใหม่ที่ได้ว่า leading strand
    ส่วนอีกสายนึง lagging strand จะมีปัญหา (สายต้นแบบเป็น 5′–>3′) ดังนั้น จึงมีการใช้primer เป็นช่วงๆ เพื่อให้เป็นตัวเริ่มต้นของสายสั้นๆ ในทิศ 3′–>5′ ก็คือจะได้สายใหม่ที่เป็นท่อนๆ (okazaki fragment)
    5. RNA primer จะถูกเอาออกไปเพราะมันเป็น RNA ไม่ใช่ DNA (ไม่ใช่พวกเดียวกัน) โดย DNA polemerase I มาจัดการพร้อมทั้งเติม nucleotide เข้าไปถมที่แทน
    6. สำหรับ lagging srtand การถมของ polymerase I ก็ยังทำให้เหลือช่องว่าง (nick) อยู่ DNA ligase จะเข้ามาเชื่อมช่องว่างนั้น โดยใช้ ATP ทำให้ท่อนๆมาเชื่อมกันเป็นสายยาวได้

  67. ธิดารัตน์ ม่วงสุราษฎร์ ม.6/3 พูดว่า:

    -การจำลองตัวเองของ DNA พอลินิวคลีโอไทด์ 2 สายแยกออกจากกัน โดยพอลินิวคลีโอไทด์แต่ละสายจะทำหน้าที่เป็นแม่พิมพ์สำหรับการสร้างสายใหม่ โดยเบส A จับกับ T และเบส G จับกับ C
    -การสังเคราะห์ DNA มีส่วนที่แตกต่างกัน คือ สายหนึ่งจะสร้างต่อเนื่องกันเป็นสายยาวเรียกว่า ลีดดิงสแตรนด์ ส่วนอีกสายมีทิศทาง (5′–>3′) สวนกับทิศทางการคลายเกลียวของ DNA เดิมจึงมีสายสั้นๆ เรียกว่า แลกกิงแสตรนด์
    -เอนไซม์ไลเกส เชื่อมต่อสายสั้นๆให้เป็นสายเดียวกัน

  68. นภาพร ส่งสุข เลขที่ 22 ม.6/3 พูดว่า:

    -การจำลองตัวเองของ DNA พอลินิวคลีโอไทด์ 2 สายแยกออกจากกัน โดยพอลินิวคลีโอไทด์แต่ละสายจะทำหน้าที่เป็นแม่พิมพ์สำหรับการสร้างสายใหม่ โดยเบส A จับกับ T และเบส G จับกับ C
    -การสังเคราะห์ DNA มีส่วนที่แตกต่างกัน คือ สายหนึ่งจะสร้างต่อเนื่องกันเป็นสายยาวเรียกว่า
    ลีดดิงสแตรนด์ ส่วนอีกสายมีทิศทาง (5′ไป 3′) สวนกับทิศทางการคลายเกลียวของ DNA เดิมจึงมีสายสั้นๆ เรียกว่า แลกกิงแสตรนด์
    -เอนไซม์ไลเกส เชื่อมต่อสายสั้นๆให้เป็นสายเดียวกัน

  69. ขวัญฤดี สุมาธิธรรม เลขที่ 12 ม.6/3 พูดว่า:

    การจำลองเริ่มที่ เอ็นไซน์ helicase มาคลายเกลียว DNAทำให้ hydrogen bond ระหว่างสาย polyncieotide สลายออกบริเวณที่เป็น 3 ง่าม จะเริ่มจำลอง ซึ่งจะเริ่มได้ก็ต่อเมื่อมีโมเลกุล RNA บุกเบิกเป็นต้นทางเสียก่อน เรียกว่า primer สร้างโดยเอ็นไซน์ primase แล้วเอ็นไซน์ DNA polymerase จะค่อยๆจับเอา Nucleotideแต่ละโมเลกุลมาต่อเรียงกันนับจาก primer เป็นสายใหม่ออกมา
    การจำลอง polyncieotide สายใหม่จะต้องเกิดจาก 5′ไป3′เสมอ นั่นคือ DNA polymerase เคลื่อนที่จาก 3′ไป 5′ บน polyncieotide สายเดิมทำให้มีสายหนึ่งจำลองได้เป็นสายยาว เรียกleading strand กับอีกสายหนึ่งจำลองแบบติดๆขัดๆ เรียก Lagging stand ทำให้ได้DNA สายสั้นๆ ไม่ปะติดปะต่อกันเรียก okazaki fragment ซึ่งจะถูกเชื่อมต่อด้วยเอ็นไซม์ ligase

  70. ลักขณา ทองสีเหลือง เลขที่ 30 ม.6/3 พูดว่า:

    การจำลอง polyncieotide สายใหม่จะต้องเกิดจาก 5′ไป3′เสมอ นั่นคือ DNA polymerase เคลื่อนที่จาก 3′ไป 5′ บน polyncieotide สายเดิมทำให้มีสายหนึ่งจำลองได้เป็นสายยาว เรียกleading strand กับอีกสายหนึ่งจำลองแบบติดๆขัดๆ เรียก Lagging stand ทำให้ได้DNA สายสั้นๆ ไม่ปะติดปะต่อกันเรียก okazaki fragment ซึ่งจะถูกเชื่อมต่อด้วยเอ็นไซม์ ligase

  71. pornmasa Namtirach 6/3 No 27 พูดว่า:

    DNA จะจำลองัวเองเพื่อถ่ายทอดพันธุกรรมโดยสังเคราะโปรตีน
    เริ่มด้วยเอนไซม์ helicase เข้าไปตัด H-bond ของเบสที่สาย DNA ที่จับคู่กันให้แยกจากกัน โดยอาศัย ATP ทำให้เกิด replication fork nucleotide มาต่อกับ RNA primer ไปในทิศ 5′–>3′
    พอมาถึงตรงนี้ จะพบว่า สายDNAต้นแบบ สายนึงจะไม่มีปัญหาเพราะสามารถต่อสายไปทาง5′–>3′ได้ตามปกติ (สายต้นแบบเป็น 3′–>5′) เรียกสายใหม่ที่ได้ว่า leading strand
    ส่วนอีกสายนึง lagging strand จะมีปัญหา (สายต้นแบบเป็น 5′–>3′) ดังนั้น จึงมีการใช้primer เป็นช่วงๆ เพื่อให้เป็นตัวเริ่มต้นของสายสั้นๆ ในทิศ 3′–>5′ ก็คือจะได้สายใหม่ที่เป็นท่อนๆ (okazaki fragment) RNA primer จะถูกเอาออกไปเพราะมันเป็น RNA ไม่ใช่ DNA (ไม่ใช่พวกเดียวกัน)

  72. -การจำลองตัวเองของ DNA พอลินิวคลีโอไทด์ 2 สายแยกออกจากกัน โดยพอลินิวคลีโอไทด์แต่ละสายจะทำหน้าที่เป็นแม่พิมพ์สำหรับการสร้างสายใหม่ โดยเบส A จับกับ T และเบส G จับกับ C
    -การสังเคราะห์ DNA มีส่วนที่แตกต่างกัน คือ สายหนึ่งจะสร้างต่อเนื่องกันเป็นสายยาวเรียกว่า ลีดดิงสแตรนด์ ส่วนอีกสายมีทิศทาง (5′–>3′) สวนกับทิศทางการคลายเกลียวของ DNA เดิมจึงมีสายสั้นๆ เรียกว่า แลกกิงแสตรนด์
    -เอนไซม์ไลเกส เชื่อมต่อสายสั้นๆให้เป็นสายเดียวกันซึ่งจะแบ่งไปทำตามหน้าที่ที่เห็น

  73. เอนไซม์ helicase เข้าไปตัด H-bond ของเบสที่สาย DNA ที่จับคู่กันให้แยกจากกัน โดยอาศัย ATP ซึ่งการตัดนี้ทำให้เกิด replication fork
    Primase จะสร้าง RNA primer ขึ้นมา ต่อกับDNA สายต้นแบบ เพื่อเป็นตัวเริ่มต้นให้กับสายใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น (สังเกตว่าเป็น RNA นะ)
    DNA polymerase III จะเข้ามาเพิ่มความยาวDNA สายใหม่โดยนำ nucleotide มาต่อกับ RNA primer ไปในทิศ 5′–>3′
    พอมาถึงตรงนี้ จะพบว่า สายDNAต้นแบบ สายนึงจะไม่มีปัญหาเพราะสามารถต่อสายไปทาง5′–>3′ได้ตามปกติ (สายต้นแบบเป็น 3′–>5′) เรียกสายใหม่ที่ได้ว่า leading strand

  74. สำหรับ DNA replication นะคะ
    1. เริ่มด้วยเอนไซม์ helicase เข้าไปตัด H-bond ของเบสที่สาย DNA ที่จับคู่กันให้แยกจากกัน โดยอาศัย ATP ซึ่งการตัดนี้ทำให้เกิด replication fork
    2. จะมี single strand binding protein มาช่วยจับDNA สายเดี่ยวนี้ บริเวณ fork เพื่อให้รักษาสภาพสายไว้อย่างงั้น
    3. Primase จะสร้าง RNA primer ขึ้นมา ต่อกับDNA สายต้นแบบ เพื่อเป็นตัวเริ่มต้นให้กับสายใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น (สังเกตว่าเป็น RNA นะ)
    4. DNA polymerase III จะเข้ามาเพิ่มความยาวDNA สายใหม่โดยนำ nucleotide มาต่อกับ RNA primer ไปในทิศ 5′–>3′
    พอมาถึงตรงนี้ จะพบว่า สายDNAต้นแบบ สายนึงจะไม่มีปัญหาเพราะสามารถต่อสายไปทาง5′–>3′ได้ตามปกติ (สายต้นแบบเป็น 3′–>5′) เรียกสายใหม่ที่ได้ว่า leading strand
    ส่วนอีกสายนึง lagging strand จะมีปัญหา (สายต้นแบบเป็น 5′–>3′) ดังนั้น จึงมีการใช้primer เป็นช่วงๆ เพื่อให้เป็นตัวเริ่มต้นของสายสั้นๆ ในทิศ 3′–>5′ ก็คือจะได้สายใหม่ที่เป็นท่อนๆ (okazaki fragment)
    5. RNA primer จะถูกเอาออกไปเพราะมันเป็น RNA ไม่ใช่ DNA (ไม่ใช่พวกเดียวกัน) โดย DNA polemerase I มาจัดการพร้อมทั้งเติม nucleotide เข้าไปถมที่แทน
    6. สำหรับ lagging srtand การถมของ polymerase I ก็ยังทำให้เหลือช่องว่าง (nick) อยู่ DNA ligase จะเข้ามาเชื่อมช่องว่างนั้น โดยใช้ ATP ทำให้ท่อนๆมาเชื่อมกันเป็นสายยาวได้

  75. พันธะไฮโดรเจนเป็นพันธะเคมีอ่อนแอที่เกิดขึ้นระหว่างอะตอมไฮโดรเจนและอะตอม electronegative เพิ่มเติมเช่นออกซิเจนไนโตรเจนและฟลูออรีน อะตอมเข้าร่วมโครงการจะอยู่ในโมเลกุลเดียวกัน (nucleotides ติดกัน) หรือโมเลกุล (nucleotides ติดกันบนเส้นดีเอ็นเอ) พันธะไฮโดรเจนไม่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนหรือแบ่งปันอิเล็กตรอนเช่นพันธบัตรและไอออนโควาเลนต์ สถานที่อ่อนแอเหมือนที่ระหว่างขั้วตรงข้ามของแม่เหล็ก พันธะไฮโดรเจนเกิดขึ้นห่างไกลและสามารถเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายและเสีย นอกจากนี้ยังสามารถปรับโมเลกุล

    DNA เป็นกรดนิวคลีอิกของข้อมูลที่ประกอบด้วยโมเลกุลในเซลล์ (ribonucleic acid หรือ RNA เป็นกรดนิวคลีอิกอื่น ๆ ) DNA พบในนิวเคลียสของเซลล์มนุษย์ทุก (ดูแถบด้านข้างที่อยู่ด้านล่างของหน้าเว็บสำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ RNA และชนิดของเซลล์) ข้อมูลใน DNA

  76. oratai sriwatra no.40 m.6/3 พูดว่า:

    DNA replication
    การจำลองตัวเองของดีเอ็นเอสายพอลินิวคลีโอไทด์ของดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นสายคู่จะคลายตัวออก แยกห่างจากกัน เพื่อให้มีการนำเบสใหม่เข้าไปจับคู่กับเบสของนิวคลีโอไทด์สายเดิมและเกาะต่อกันเรื่อยๆ เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการทำให้ได้ดีเอ็นเอใหม่ 2 สาย ซึ่งมีลักษณะเหมือนกัน
    การสังเคราะห์ดีเอ็นเอมีลักษณะเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ หลายขึ้น แล้วชิ้นส่วนสั้นๆนี้ถูกต่อเข้ากันเป็นช่วงยาว โดยอาศัยเอนไซม์ดีเอ็นเอไลเกส ดีเอ็นเอสายหนึ่งจะสร้างต่อกันไปในทิศทางเดียวกัน การแยกสายดีเอ็นเอคู่เดิม ดีเอ็นเอใหม่ที่สร้างโดยวิธีนี้เรียกว่า ลีดิงสแทรนด์ มิทิศทางจาก5’ไป3’ ส่วนอีกสายของดีเอ็นเอการสร้างจะไม่ต่อเนื่อง แต่จะเป็นช่วงๆมีทิศทางจาก5’ไป3’ ทำให้ได้ชิ้นส่วนโอกาซากิหลายๆส่วนถูกเชื่มต่อด้วยเอนไซม์ดีเอ็นเอไลเกส เช่น ดีเอ็นเอสายใหม่เรียกว่า แลกกิง สแทรนด์

  77. การจำลองเริ่มที่เอนไซม์ helicase มาคลายเกี่ยว DNA ทำให้ hydrogen bond ระหว่างสาย polynucleotide สลายออกซึ่งจะเริ่มได้ก็ต่อเมื่อมี RNA บุกเบิกต้นทางก่อน สร้างเอนไซน์ primase แล้วเอนไซน์ DNA polynerase จะจับเอา nucleotide แต่ละโมเลกุลมาต่อเรียงกันนับจาก primer เป็นสายใหม่ออกมา

  78. สำหรับ DNA replication
    1. เริ่มด้วยเอนไซม์ helicase เข้าไปตัด H-bond ของเบสที่สาย DNA ที่จับคู่กันให้แยกจากกัน โดยอาศัย ATP ซึ่งการตัดนี้ทำให้เกิด replication fork
    2. จะมี single strand binding protein มาช่วยจับDNA สายเดี่ยวนี้ บริเวณ fork เพื่อให้รักษาสภาพสายไว้อย่างงั้น
    3. Primase จะสร้าง RNA primer ขึ้นมา ต่อกับDNA สายต้นแบบ เพื่อเป็นตัวเริ่มต้นให้กับสายใหม่ที่กำลังจะเกิด
    4. DNA polymerase III จะเข้ามาเพิ่มความยาวDNA สายใหม่โดยนำ nucleotide มาต่อกับ RNA primer ไปในทิศ 5′–>3′พอมาถึงตรงนี้ จะพบว่า สายDNAต้นแบบ สายนึงจะไม่มีปัญหาเพราะสามารถต่อสายไปทาง5′–>3′ได้ตามปกติ (สายต้นแบบเป็น 3′–>5′) เรียกสายใหม่ที่ได้ว่า leading strand ส่วนอีกสายนึง lagging strand จะมีปัญหา (สายต้นแบบเป็น 5′–>3′) ดังนั้น จึงมีการใช้primer เป็นช่วงๆ เพื่อให้เป็นตัวเริ่มต้นของสายสั้นๆ ในทิศ 3′–>5′ ก็คือจะได้สายใหม่ที่เป็นท่อนๆ (okazaki fragment)

  79. การจำลองเริ่มที่เอนไซม์ helicase มาคลายเกี่ยว DNA ทำให้ hydrogen bond ระหว่างสาย polynucleotide สลายออกซึ่งจะเริ่มได้ก็ต่อเมื่อมี RNA บุกเบิกต้นทางก่อน สร้างเอนไซน์ primase แล้วเอนไซน์ DNA polynerase จะจับเอา nucleotide แต่ละโมเลกุลมาต่อเรียงกันนับจาก primer เป็นสายใหม่ออกมา

  80. DNA จะเริ่มมีการแบ่งตัว เมื่อมีการเพิ่มโครโมโซมอีก 1 เท่าตัว ในขณะที่มีการแบ่งเซลล์ก็ย่อมมีการ
    สร้าง DNAขึ้นมาใหม่และมีการแยก DNA ออกจากกันจะต้องเหมือนกันทุกประการ

  81. การถอดข้อความทางพันธุกรรมในดีเอ็นเอมาเป็นอาร์เอ็นเอนั้นจะมีดีเอ็นเอสายหนึ่งเป็นแม่แบบ อาร์เอ็นเอที่สร้างขึ้นจะมีการเรียงตัวของเบสตามกฎการจับคู่ของเบส
    กับเบสในสายดีเอ็นเอที่เป็นแม่แบบ เราจะเรียกดีเอ็นเอที่เป็นแม่แบบนี้ว่าสายแม่แบบ (template strand) และเรียกดีเอ็นเออีกสายหนึ่งที่ไม่ถูกถอดข้อความว่าสายรหัสพันธุกรรม (coding strand)

  82. s พูดว่า:

    เก่งมากค่ะ

  83. Parin พูดว่า:

    เยี่ยมครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s