แนวทางแก้วิกฤตคุณภาพการศึกษาไทย

โดย ผศ. บรรเทิง ศิลป์สกุลสุข
ภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม

ปัญหาคุณภาพการศึกษาที่ตกต่ำของไทยถูกยกเป็นประเด็นสำคัญขึ้นอีกครั้งหนึ่ง หลังจากพบว่าผลคะแนนทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ตระดับชั้น ป. 6   ม. 3 และ ม. 6 ย้อนหลัง 4 ปี (ตั้งแต่ปี 2548 – 2551) ซึ่งจัดสอบโดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนทุกช่วงชั้นตกต่ำลง สอดคล้องกับผลสอบของการทดสอบแห่งชาติขั้นสูง หรือ เอเน็ต ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ที่ใช้ในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่ปีนี้ออกมาว่า คะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าปีที่ผ่านมา  สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของการปฏิรูปการศึกษาที่ดำเนินมาครบ 10 ปีตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พศ. 2542 คงเป็นการยากที่กระทรวงศึกษา และหน่วยงานต่างๆที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะออกมาชี้แจงถึงสาเหตุของความล้มเหลว นี้ ถ้าฟังความคิดเห็นจากครู และอาจารย์ ก็สามารถหาคำตอบได้ไม่ยากว่าการปฏิรูปการศึกษารอบแรกล้มเหลว และหลงทาง และสิ่งที่ชักนำให้หลงทางก็คือการใช้ระบบประกันคุณภาพการศึกษาอย่างผิดๆภาย ใต้การปฏิรูปการศึกษานั่นเอง คุณภาพแท้ที่หายไปกับงานเอกสาร ข้อมูลจาก Organization for Economic Co-operation an Development (OECD) เมื่อปี 2005 แจ้งว่าครูไทยมีภาระงานหนักกว่าครูประเทศกลุ่ม OECD โดยมีชั่วโมงการทำงาน 900-1200 ชั่วโมงต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยของครูในประเทศกลุ่ม OECD ซึ่งอยู่ที่ 600-700 ชั่วโมงต่อปี สอดคล้องกับข้อมูลจากการสังเกต และสัมภาษณ์เพื่อนครู และอาจารย์ของผู้เขียนที่พบว่าปัจจุบันครูและอาจารย์ในสถาบันการศึกษาต่างๆ ต้องใช้เวลาทำงานประมาณร้อยละ 30-40 เพื่อจัดทำเอกสารรองรับการตรวจประเมินคุณภาพการศึกษาทั้งภายในและภายนอก  เวลาที่ใช้ในการเรียนการสอนและงานวิจัยของครู และอาจารย์ไทยจึงลดลงตามสัดส่วนของเวลาที่ใช้ไปในการจัดทำเอกสาร สาเหตุเพราะระบบประเมินคุณภาพการศึกษาไทยถูกออกแบบมาให้ตรวจเอกสารเป็นหลัก แม้มีการพูดถึงหลักการที่คำนึงถึงการลดปริมาณเอกสารโดยเน้นตรวจผลลัพธ์ (output) กรณีการตรวจประเมินคุณภาพภายนอกของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ การศึกษา(สมศ.) และเน้นการตรวจกรรมวิธี (process)ในกรณีตรวจประเมินคุณภาพภายในตามระเบียบสำนักงานคณะกรรมการการอุดม ศึกษา(สกอ.)ก็ตาม แต่ความจริงแล้ว ผู้ตรวจก็จะเรียกขอเอกสารของผลลัพธ์ และเอกสารของกรรมวิธีที่ต้องจัดทำ หรือประมวลผลมาโดยเฉพาะสำหรับการตรวจประเมินมากกว่าที่จะไปตรวจสอบจาก ผลลัพธ์จริงและกรรมวิธีจริงโดยไม่เคยมีแนวโน้มว่าจะลดงานเอกสารแต่อย่างใด ความซ้ำซ้อนของงาน สถาบัน การศึกษาหนึ่งๆจะต้องจัดเตรียมเอกสารสำหรับรองรับการประเมินคุณภาพการศึกษา จาก 3 หน่วยงานคือ สกอ. สมศ. และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) (หน่วยงานหลังยกเว้นการประเมินในสถาบันการศึกษาเอกชน) ซึ่งเมื่อพิจารณาตัวบ่งชี้หรือเกณฑ์ที่ใช้ประเมินของทั้งสามหน่วยงานแล้ว จะเห็นว่ามีความซ้ำซ้อนกันมาก นับเป็นการสร้างภาระแก่สถาบันการศึกษาโดยไม่จำเป็นเลย น่าจะมีการประสานงานร่วมมือกันระหว่าง 3 หน่วยงานดังกล่าวเพื่อลดภาระการทำงานซ้ำซ้อน นอก จากนี้การตรวจประเมินฯไม่ว่าจะกับหน่วยงานเล็กระดับภาควิชา หรือหน่วยงานขนาดกลางระดับคณะถึงหน่วยงานขนาดใหญ่ระดับมหาวิทยาลัย มักจะใช้กติกาหรือตัวบ่งชี้ชุดเดียวกัน และปริมาณใกล้เคียงกัน ดังนั้นจะพบสิ่งแปลกๆ เช่น ภาควิชาที่มีอาจารย์ 5 คนต้องจัดทำแผนประจำปี 7 แผน และมีโครงการที่ต้องทำ 12 โครงการ  ทั้งที่จำนวนบุคลากรไม่พอแต่ก็ต้องจัดทำจำนวนแผนหรือโครงการให้ได้ตามกติกา (ซึ่งใช้กับหน่วยงานใหญ่ระดับมหาวิทยาลัย) และเมื่อถึงคราวตรวจประเมินมหาวิทยาลัย จะมีการรวบรวมโครงการเหล่านี้จากภาควิชาทำให้รวมโครงการได้หกถึงเจ็ดร้อย โครงการเลยทีเดียว จะ เห็นว่าก่อนหน้าที่จะมีการใช้ระบบการประเมินคุณภาพการศึกษา สถาบันการศึกษาก็ไม่เคย และไม่จำเป็นต้องมีโครงการในลักษณะเช่นนี้เลย แต่หลังจากมีการใช้ระบบตรวจประเมินคุณภาพการศึกษาได้ไม่นาน จำนวนโครงการที่ทำในแต่ละปีก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นการยากที่จะเชื่อว่าโครงการเหล่านี้เป็นโครงการที่มีประโยชน์โดยสร้าง คุณภาพต่อสถาบันการศึกษาได้จริง นอกจากจะเป็นโครงการที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อการตรวจประเมินเท่านั้น  ทำให้เกิดความสิ้นเปลืองในการจัดทำเอกสารจำนวนมาก กติกาที่เปลี่ยนแทบทุกปี กติกา หรือตัวบ่งชี้สำหรับการประเมินคุณภาพมีการเปลี่ยนแทบทุกปี ปัญหาที่ตามมาก็คือสถาบันการศึกษาไม่สามารถวางระบบหรือใช้คอมพิวเตอร์ช่วยทำ งานได้  การเก็บข้อมูล การประมวลผลข้อมูล ทำเป็นคราวๆไปในแต่ละปี  ทำให้ใช้แรงงานสิ้นเปลืองจำนวนมาก มีข้อสังเกตคือตัวบ่งชี้ที่ไร้ประโยชน์ยังสร้างปัญหาได้น้อยกว่าการเปลี่ยน ตัวบ่งชี้ทุกปี อาจต้องมีการออกกฎหมายคุ้มครองให้มีการใช้กติกาที่ไม่เปลี่ยนเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี กติกาที่ผิดพลาด กติกา หรือตัวบ่งชี้ที่ใช้ในการประเมินคุณภาพทั้งจาก สมศ.  สกอ. และ ก.พ.ร.  ทั้งในระดับประถมศึกษา  มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา ต่างก็มีข้อผิดพลาดทำนองเดียวกัน ในที่นี้ผู้เขียนจึงขอยกตัวบ่งชี้ และเกณฑ์ประเมินคุณภาพระดับอุดมศึกษาของ สกอ. ที่ใช้ในปีการศึกษา 2551 เป็นตัวอย่างเพื่อประกอบการอธิบาย  ซึ่งในการประเมินคุณภาพภายในระดับอุดมศึกษา  สกอ. ได้กำหนดองค์ประกอบขึ้น 9 องค์ประกอบดังนี้ 1. ปรัชญา ปณิธาน วัตถุประสงค์ และ แผนดำเนินการ 2. การเรียนการสอน 3. กิจกรรมการพัฒนานิสิตนักศึกษา 4. การวิจัย 5. การบริการวิชาการแก่สังคม 6. การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม 7. การบริหารและการจัดการ 8. การเงิน และงบประมาณ 9. ระบบและกลไกการประกันคุณภาพ ใน แต่ละองค์ประกอบยังประกอบด้วยส่วนย่อยลงไปคือตัวบ่งชี้ และเกณฑ์ตามลำดับ โดยทั้ง 9 องค์ประกอบ  ประกอบด้วยตัวบ่งชี้รวม 44 ตัวบ่งชี้ ความ ผิดพลาดในระดับองค์ประกอบคือมีองค์ประกอบจำนวน 9 องค์ประกอบซึ่งค่อนข้างมากเกินไปและการให้น้ำหนักคะแนนที่ผิดพลาด โดยองค์ประกอบที่ 2 การเรียนการสอน และองค์ประกอบที่ 4 การวิจัย ซึ่งถือเป็นพันธะกิจหลักของมหาวิทยาลัย มีค่าเท่ากับ 2 อง์ประกอบจากองค์ประกอบทั้ง 9 ที่ต้องประเมินคิดเป็นคะแนนเพียงร้อยละ  (2/9) x 100 = 22.22 มีผลทำให้มหาวิทยาลัยชั้นนำอาจได้คะแนนการประเมินรวมต่ำลง แต่มหาวิทยาลัยทั่วก็อาจได้คะแนนสูงขึ้นทั้งนี้เพราะมหาวิทยาลัยชั้นนำ ทุ่มเททรัพยากรทำงานวิจัยมากแต่คะแนนไม่มาก ส่วนมหาวิทยาลัยทั่วไปทำงานวิจัยน้อย แต่ก็สามารถทำคะแนนชดเชยได้ในองค์ประกอบอื่นซึ่งเน้นงานเอกสาร ขอยกตัวอย่างเพิ่มเติม เช่นกรณีองค์ประกอบที่ 2 การเรียนการสอน จะประกอบด้วยตัวบ่งชี้จำนวน 12 ตัวบ่งชี้ โดยหลายตัวบ่งชี้เป็นตัวบ่งชี้สำคัญ( KPI) เช่น สัดส่วนของนักศึกษาต่ออาจารย์ประจำ   สัดส่วนอาจารย์ประจำที่มีวุฒิปริญญาเอก   ร้อยละของบัณฑิตที่ได้ทำงานในหนึ่งปีหลังสำเร็จการศึกษา  และระดับความพึงพอใจของนายจ้าง  เป็นต้น เมื่อเปรียบเทียบกับองค์ประกอบที่ 3 กิจกรรมการพัฒนานิสิตนักศึกษาซึ่งประกอบด้วยตัวบ่งชี้เพียง 2 ตัวบ่งชี้คือเรื่องการจัดบริการแก่นักศึกษาและศิษย์เก่า และการส่งเสริมกิจกรรมนักศึกษาที่ครบถ้วนสอดคล้องกับคุณลักษณะของบัณฑิตที่ พึงประสงค์ ซึ่งถ้าพิจารณาดูความสำคัญเปรียบเทียบกันของทั้ง 2 องค์ประกอบแล้ว จะเห็นว่าองค์ประกอบที่ 2 มีความสำคัญกว่าองค์ประกอบที่ 3 อย่างมากทั้งในแง่ตัวบ่งชี้ที่เป็น KPI และทรัพยากรที่ต้องทุ่มเทลงไป แต่เมื่อนำมาคิดคะแนนแล้วทั้ง 2 องค์มีน้ำหนักคะแนนที่เท่ากัน ถ้า พิจารณาอง์ประกอบทั้ง 9 ตัวบ่งชี้ที่เป็นตัวแปรต้นหรือ KPI อยู่ในองค์ประกอบการเรียนการสอน และ การวิจัย เป็นส่วนใหญ่  ตัวบ่งชี้อื่นในองค์ประกอบอื่นที่เหลือ เป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญรองลงไป และถือว่าเป็นตัวแปรตามและมักจัดทำเอกสารขึ้นมารองรับได้โดยไม่สัมพันธ์กับ คุณภาพที่แท้จริง ลอง พิจารณาให้ง่ายชึ้นโดยสมมติให้องค์ประกอบที่ 2 การเรียนการสอน และองค์ประกอบที่ 4 การวิจัย เป็นองค์ประกอบหลักหรือประธาน ส่วนอีก 7 องค์ประกอบที่เหลือ ให้ถือว่าเป็นส่วนรองหรือส่วนทำหน้าที่ขยาย (เทียบได้กับคำวิเศษ) ขององค์ที่เป็นประธาน  ยกตัวอย่างองค์ประกอบที่ 7 การบริหารจัดการ มีเรื่องบริหารความเสี่ยงเป็นหัวข้อหนึ่ง ถ้าเราพิจารณาให้   ส่วนนี้ทำหน้าที่ขยายองค์ประกอบที่ 2 การเรียนการสอนและองค์ประกอบที่ 4 การวิจัย ก็จะไม่มีปัญหา เช่นพิจารณาว่างานวิจัยโครงการหนึ่งๆที่จัดทำขึ้นมีการคำนึงถึงความเสี่ยง มากน้อยเพียงใดหรือไม่ เป็นต้น แต่ที่เป็นปัญหาในขณะนี้คือ การตีความให้องค์ประกอบที่ 7 การบริหารจัดการ เป็นประธานขึ้นมา ทำให้ต้องจัดทำแผนหรือกิจกรรมแปลกๆขึ้นมารองรับเช่นแผนจัดการความเสี่ยง แยกออกมาต่างหากทั้งๆที่ควรพิจารณาให้แทรกอยู่ในองค์ประกอบหลักหรือประธาน เพื่อทำหน้าที่ขยายอยู่แล้ว พิจารณา อีกแง่หนึ่งองค์ประกอบที่ 2 การเรียนการสอน และองค์ประกอบที่ 4 การวิจัย เป็นองค์ประกอบที่ทำหรือดำเนินการเทียบได้กับตัว Do หรือ D ใน PDCA cycle ส่วนองค์ประกอบอื่นที่เหลืออีก 7 องค์ประกอบมีเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นส่วนของ  P,  CA ของ PDCA cycle ซึ่งเป็นส่วนเสริมให้ องค์ประกอบที่ 2 และ 4 สมบูรณ์ การที่พยายามให้องค์ประกอบทั้ง 7 มีความสำคัญขึ้นมาเทียบเท่าองค์ประกอบที่ 2 และ 4 ทำให้มีการพยายามตั้งเกณฑ์ของ PDCA เข้าไปในองค์ประกอบที่เหลือทั้ง 7 นี้ เปรียบเสมือนการทำ PDCA ซ้อน PDCA ผลก็คือทำให้เกิดแผนหรือโครงการหรือกิจกรรมที่ขาดความเหมาะสม บิดเบี้ยว และไร้ประสิทธิภาพ อันเป็นการบั่นทอนคุณภาพที่แท้จริง องค์ ประกอบที่ 5 ชื่อ การบริการวิชาการแก่สังคม เป็นชื่อที่ใช้ในภาษาไทยมีความหมายค่อนข้างแคบ ในต่างประเทศจะใช้คำที่ให้ความหมายกว้างและครอบคลุมกว่าเช่นกรณีมหาวิทยาลัย ในประเทศออสเตรเลียใช้คำว่า community engagement หรือชุมชนสัมพันธ์ และกรณีมหาวิทยาลัยในประเทศฟินแลนด์ใช้คำว่า regional impact หรือผลกระทบต่อชุมชน องค์ประกอบที่ 5 นี้เป็นผลสืบเนื่องจาก 2 องค์ประกอบหลักนั่นคือการสอน และงานวิจัย เป็นองค์ประกอบที่สร้างผลิตผลคือ บุคลากรที่มีความรู้ และสร้างองค์ความรู้ขึ้น จากนั้นจึงนำผลิตผลทั้งสองนี้ไปช่วยเหลือ หรือบริการวิชาการแก่สังคม โดยนัยนี้ คุณภาพของมหาวิทยาลัยจะวัดได้จากผลกระทบต่อสังคมอันเกิดจากบุคลากร และองค์ความรู้ที่มหาวิทยาลัยผลิตขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา บ่อยครั้งมีการเบี่ยงเบนการบริการวิชาการต่อสังคมของมหาวิทยาลัยออกไปจาก ความหมายที่กล่าวไว้นี้ ทำให้งานบริการวิชาการแก่สังคมกลายเป็นงานทั่วไปที่หน่วยงานอื่นทำอยู่แล้ว ตามหน่วยงานราชการหรือมูลนิธิต่างๆ ซึ่งการบริการเช่นนี้ย่อมไม่ใช่จุดประสงค์การบริการวิชาการของมหาวิทยาลัย เพราะงานบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยต้องแตกต่างโดยต้องชี้นำสังคมได้ เป็นงานริเริ่ม (initiate) และที่น่าสังเกตคืออาจไม่จำเป็นต้องแพงหรือมีมูลค่าที่คิดเป็นรายได้กลับคืน มา ซึ่งบางตัวบ่งชี้พยายามตีมูลค่าบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยเป็นมูลค่าเงิน ที่มหาวิทยาลัยใช้ไปในการบริการวิชาการ ซึ่งแม้ว่าจะทำได้ ก็ไม่ควรให้น้ำหนักมาก ส่วน องค์ประกอบที่ 6 ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม  องค์ประกอบนี้ควรจะยุบรวมกับองค์ประกอบที่ 5 แล้วเปลี่ยนชื่อองค์ประกอบเป็น community impact หรือแปลเป็นไทยว่า(ใช้ความรู้สร้าง)ผลกระทบต่อชุมชน ทั้งนี้เพราะการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม  เป็นการใช้บุคลากรและองค์ความรู้ของมหาวิทยาลัยไปรับใช้ชุมชนเช่นกัน โดยความรู้หรือวิชาการที่ใช้ในด้านนี้มีความเป็นสังคมศาสตร์มากทำให้คณะวิชา ด้านสังคมศาสตร์จะให้บริการความรู้ด้านนี้ได้ดี ยกตัวอย่าง เช่น คณะศิลปศาสตร์ คณะอักษรศาตร์ คณะโบราณคดี  และคณะนิเทศศาสตร์ เป็นต้น ปัญหา ของการยกเรื่องทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมขึ้นมาเป็นองค์ประกอบ เช่นที่ทำอยู่นี้สร้างความลำบากให้แก่มหาวิทยาลัย หรือคณะวิชาด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เพราะธรรมชาติของวิชาไม่เอื้อให้นำมาใช้กับหัวข้อนี้ได้ง่าย การ ตั้งหัวข้อทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมขึ้นเป็นองค์ประกอบ เช่นที่ทำอยู่นี้ยังไม่เป็นสากล ไม่มีประเทศใดทำกันโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยของประเทศตะวันตก ซึ่งน่าจะมีสาเหตุ เพราะเรื่องศิลปวัฒนธรรมเป็นเรื่องนามธรรมซึ่งตรวจนับยาก และมีข้อโต้แย้งในการประเมินได้มาก ส่วนเรื่องแนวคิดของประกันคุณภาพ ก็เป็นเรื่องที่คำนึงถึงการบริหารจัดการเป็นอย่างมาก ซึ่งขั้นตอนอย่างหนึ่งของการบริหารคือการประเมิน ซึ่งการประเมินที่ดี สิ่งที่ถูกประเมินหรือตัวบ่งชี้จะต้องตรวจนับได้ง่าย ดังนั้นระบบประเมินคุณภาพการศึกษาในประเทศที่มีประสบการณ์ด้านประกันคุณภาพ มากแล้วจึงไม่มีองค์ประกอบเรื่องทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ซึ่งถือว่าทำให้เกิดตัวบ่งชี้ที่มีปัญหาการประเมินตามที่กล่าวมาแล้ว ความผิดพลาดของตัวบ่งชี้ ใน ระดับตัวบ่งชี้ก็มีข้อผิดพลาด โดยตัวบ่งชี้ทั้ง 44 ตัวที่บัญญัติขึ้นทำให้เกิดเป้าหมายขึ้น 44 เป้าหมายเช่นกัน มองในเชิงบริหารจัดการปริมาณเป้าหมาย 44 เป้าหมายถือว่ามากและมากจนทำให้ขาดการลำดับความสำคัญ และการให้ความสำคัญทั้งหมดทำให้ต้องมีเอกสารรองรับจำนวนมาก ถ้านำตัวบ่งชี้ทั้งหมดมาประเมินคุณภาพตัวบ่งชี้ตามหลักวิชาด้วยการวัดความ เที่ยงตรงน่าเชื่อถือ (validity) ความครอบคลุม(comprehensiveness) ความเป็นไปได้(feasibility) ความเป็นประโยชน์(utility) ความเหมาะสม(appropriateness) ความง่ายต่อการเข้าใจ(comprehensibility) ความเชื่อถือได้(credibility) และมีมาตรฐาน (standardization) แล้วอาจพบว่าตัวบ่งชี้มากกว่าครึ่งหนึ่งที่ไม่มีคุณภาพพอ ดังจะขอยกตัวอย่างตัวบ่งชี้ของ สกอ. มาอธิบายพอสังเขปดังนี้ ตัว บ่งชี้ที่ 2.4 ของ สกอ. ระบุสัดส่วนของจำนวนนักศึกษาต่อจำนวนอาจารย์ที่เหมาะสม โดยให้คะแนนตามค่าแตกต่างจากค่าที่เหมาะสมนั้น ทำให้เกิดผลลัพธ์แปลกๆคือถ้าสาขาวิชาหนึ่งมีค่าสัดส่วนของจำนวนนักศึกษาต่อ จำนวนอาจารย์ที่เหมาะสมเท่ากับ 100 : 1 และสถาบันการศึกษาจัดสัดส่วนของจำนวนนักศึกษาต่อจำนวนอาจารย์ได้เท่ากับ 100 : 1 ก็จะได้คะแนนเต็ม 3 แต่ถ้าจัดเป็น 92:1 ได้คะแนนเป็น 2 และถ้าจัดเป็น 80:1 ได้คะแนนต่ำสุดคือ 1 คะแนน  จะเห็นว่าสัดส่วนของจำนวนนักศึกษาต่อจำนวนอาจารย์มีค่าน้อยคะแนนที่ได้ก็ น้อยตามไปด้วยซึ่งขัดกับหลักการทางศึกษาศาสตร์ที่ว่าสัดส่วนของจำนวนนัก ศึกษาต่อจำนวนอาจารย์มีค่ายิ่งน้อยการเรียนการสอนก็ยิ่งมีคุณภาพ ตัว บ่งชี้ที่ 5.1 ของ สกอ. ระบุว่าให้มีระบบและกลไกการบริการทางวิชาการแก่สังคมตามเป้าหมายของสถาบัน โดยทำตามเกณ์ซึ่งแบ่งเป็น 7 ระดับดังนี้ 1.มีการจัดทำนโยบาย แผนกลยุทธ์ และแผนดำเนินงานของการบริการวิชาการแก่สังคม 2. มีคณะกรรมการ คณะทำงานหรือหน่วยงานดำเนินการให้บริการวิชาการแก่สังคมตามแผนที่กำหนด 3. มีการกำหนดหลักเกณฑ์และหรือระเบียบในการให้บริการวิชาการแก่สังคม 4. มีการประเมินผลการปฏิบัติงานตามแผนที่กำหนด 5. มีการนำผลการประเมินไปปรับปรุงการบริการวิชาการแก่สังคม 6. มีการจัดทำแผนการเชื่อมโยงและบูรณาการการบริการวิชาการแก่สังคมเข้ากับการเรียนการสอน หรือการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม 7. มีการประเมินสัมฤทธิผลและนำผลการประเมินไปพิจารณาปรับปรุงความเชื่อมโยง และบูรณาการระหว่างการบริการวิชาการแก่สังคมกับภารกิจอื่นๆของสถาบัน กติกา คิดคะแนนตามการดำเนินงานเป็นระดับจากข้อแรกไปยังข้อสุดท้าย ถ้าสถาบันการศึกษาทำตามเกณฑ์ได้ไม่ครบ 3 ข้อแรกได้ 1 คะแนน  ทำได้ 3-4 ข้อได้ 2 คะแนน และถ้าทำได้ 5-7 ข้อได้ 3 คะแนน เริ่ม วิเคราะห์ข้อที่ 1 ว่าเป็นกิจกรรมที่จำเป็นหรือไม่ ในความเห็นของผู้เขียนเห็นว่าไม่จำเป็นทั้งนี้เพราะก่อนหน้านี้มหาวิทยาลัย ก็ดำเนินการบริการวิชาการแก่สังคมมาก่อนได้โดยไม่ต้องมีการจัดทำเกณฑ์ตามข้อ ที่ 1 แต่เมื่อต้องจัดทำขึ้นก็ยังมีความยากในการจัดทำ โดยต้องทำให้ครบทั้ง นโยบาย แผนกลยุทธ์ และแผนดำเนินงาน จึงจะได้คะแนน ซึ่งในสภาพความเป็นจริงมหาวิทยาลัยสามารถดำเนินการบริการวิชาการแก่สังคมได้ อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องมีการจัดทำเกณฑ์ตามข้อที่ 1 หรือเพียงทำแต่บางรายการก็ได้ ซึ่งการเขียนเกณฑ์เช่นนี้เป็นการกำหนดรายละเอียดมากไป และ ตายตัวเกินไป ประเด็นต่อมาเป็นปัญหาของการตั้งเกณฑ์แบบระดับ ซึ่ง ความจริงแล้วถ้าไม่ได้ทำตามลำดับก็ทำได้อยู่ดี เช่นบางกรณีมหาวิทยาลัยอาจไม่ได้จัดทำในข้อ 1 แต่ได้จัดทำข้ออื่นๆแทบทั้งหมด ถ้าเป็นเช่นนี้แทนที่มหาวิทยาลัยจะได้คะแนนสูง ก็กลับได้คะแนน เพียง 1 คะแนน ตามกติกาที่กำหนดว่าถ้าข้อ 1 ไม่ได้ทำแม้จะทำข้ออื่นได้กี่ข้อที่ระดับใดก็ตามก็จะได้คะแนนแค่ 1 คะแนน ซึ่งวิธีวัดเช่นนี้ไม่สามารถวัดคุณภาพที่แท้จริงได้ สำหรับเกณฑ์ข้อที่ 4 มีการประเมินผลการปฏิบัติงานตามแผนที่กำหนด แม้ว่าเป็นเรื่องปกติที่ควรกำหนดการประเมินไว้เพื่อดำเนินการต่อจากแผนที่ กำหนดไปแล้ว แต่เนื่องจากปริมาณแผนและโครงการต่างๆมีการจัดทำไว้มากเกินไป สิ่งที่ตามมาก็คือต้องจัดทำการประเมินและสรุปผลเป็นเอกสารที่มากเกินไปเช่น กัน ยกตัวอย่างเช่นในงานนิทรรศการที่จัดโดยคณะวิชาหนึ่งผู้เข้าชมงานจะได้รับแจก เอกสารการประเมินความพึงพอใจในทุกบูธที่เข้าเยี่ยมชม ซึ่งเป็นการประเมินที่เกินพอดี และไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งผู้จัดทำก็ไม่ได้คิดจะใช้ประโยชน์จากการประเมินจริง ผู้กรอกแบบประเมินก็รำคาญและเบื่อหน่ายเกินกว่าที่จะตั้งใจกรอกแบบประเมิน ให้เกิดการพัฒนา ส่วนเกณฑ์ข้อที่ 6 มีการจัดทำแผนการเชื่อมโยงและบูรณาการการบริการวิชาการแก่สังคมเข้ากับการ เรียนการสอน หรือการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม   ข้อพิจารณาประเด็นแรกคือมีการบัญญัติให้ทำแผนขึ้นอีก ทั้งๆที่เกณฑ์ข้อนี้เป็นเพียงเกณฑ์ซึ่งอยู่ในตัวบ่งชี้ และตัวบ่งชี้นี้ก็ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้สำคัญ(KPI) จนถึงกับต้องมีแผน จะเห็นได้ว่าเป็นการไม่เข้าใจของผู้บัญญัติตัวบ่งชี้ที่พยายามทำให้ทุก กิจกรรมต้องมีหลักฐานเอกสาร PDCA cycle โดยขาดการคำนึงถึงการลำดับความสำคัญ ทำให้ต้องจัดทำเอกสารไปหมดทุกอย่าง ข้อพิจารณาประเด็นถัดมาคือการพยายามให้มีการเชื่อมโยงการบริการวิชาการแก่ สังคมเข้ากับการเรียนการสอน หรือการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม กรณีนี้จะไม่เป็นปัญหาถ้าจุดมุ่งหมายมีว่าให้มหาวิทยาลัยใช้ความรู้จากการ เรียนการสอนหรือการวิจัยไปบริการวิชาการแก่สังคมเพราะมันเป็นวิถีที่เป็นไป ตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่การที่เขียนเกณฑ์เช่นนี้แสดงว่าผู้เขียนอาจเข้าใจเป็นอย่างอื่น คือเข้าใจว่าหลังจากมหาวิทยาลัยบริการวิชาการแก่สังคมแล้ว ให้นำสิ่งที่ไปบริการวิชาการแก่สังคมกลับมาใช้ในการเรียนการสอน หรือการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมต่อไป ซึ่งจากการตรวจประเมินคุณภาพที่ผ่านมาผู้ประเมินส่วนใหญ่ก็เข้าใจเป็นอย่าง หลัง  แล้วมีอะไรที่ผิดหรือ  สิ่งที่ผิดประการแรกคือผิดในแง่ที่ว่าเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องให้ การบริการวิชาการแก่สังคมต้องย้อนกลับมาใช้ในการเรียนการสอน หรือการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมอีก เปรียบเสมือนขว้างของออกไปแล้วต้องตามไปเก็บซึ่งเป็นภาระเปล่าๆ  ผิดประการที่สองคือเป็นการให้อย่างมีเงื่อนไขซึ่งผิดวิสัยของคนที่มีศาสนะ ธรรม เงื่อนไขดังกล่าวยังทำให้ผู้บริการวิชาการแก่สังคมต้องทบทวนเลือกเรื่องที่ จะให้บริการ และอาจทำให้งานบริการวิชาการแก่สังคมที่ดีๆต้องเสียโอกาสหรือถูกลดความสำคัญ ลงอย่างน่าเสียดาย ถ้า จะยกตัวอย่างตัวบ่งชี้ที่ผิดมาอธิบายเพิ่ม บทความนี้คงมีพื้นที่ไม่พอ แทนที่จะทำเช่นนั้น ผู้เขียนขอเสนอตัวบ่งชี้ที่สำคัญที่จะแก้ปัญหาสำหรับเวลานี้ นั่นคือตัวบ่งชี้ จัดให้ครูและอาจารย์ได้ใช้เวลาไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของเวลาทำงานสำหรับทำงานหลักอันได้แก่งานสอน และ/หรืองานวิจัย ผลการประเมินที่ไม่น่าเชื่อถือ การ ประเมินคุณภาพการศึกษาของไทยเป็นระบบให้คะแนน แล้วจึงให้การรับรองหรือไม่รับรองตามคะแนน เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเปิดช่องให้เกิดความผิดพลาดในการให้น้ำหนักคะแนนแต่ละ องค์ประกอบดังหัวข้อที่ผ่านมาแล้ว ขณะที่ระบบประกันคุณภาพของทางประเทศตะวันตกเป็นแบบให้การรับรองหรือไม่ให้ การรับรอง เป็นเรื่องๆไป โดยไม่ได้ให้เป็นคะแนน สาเหตุการประเมินคุณภาพการศึกษาของไทยเป็นระบบการให้คะแนนน่าจะเป็นเพราะ ความต้องการที่จะจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาของไทยโดยความร่วมมือของหน่วยงาน 3 หน่วยงานคือ สมศ.  สกอ. และสำนักงานการศึกษาแห่งชาติ (สกศ.) จึงทำให้เกิดเกณฑ์และตัวบ่งชี้จาก สมศ. และ สกอ. เป็นระบบคิดคะแนน ทั้งนี้เพื่อให้พร้อมที่จะใช้จัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาในการประเมินคุณภาพ ภายนอกรอบสองของ สมศ. ซึ่งเริ่มเมื่อปีงบประมาณ 2549 ที่ผ่านมา แม้ว่าระบบให้คะแนนดังกล่าวทำให้สามารถนำมาจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาได้ แต่ผลสัมฤทธิ์นั้นยังเป็นที่สงสัยเพราะมหาวิทยาลัยไทยที่มีชื่อเสียงระดับ นาๆชาติได้คะแนนการประเมินไม่ต่างกับมหาวิทยาลัยทั่วไปโดย พิจารณาจากคะแนนการประเมินคุณภาพภายนอกของสถาบันอุดมศึกษาของ สมศ. รอบที่ 2 พบว่าคะแนนที่แต่ละสถาบันการศึกษาได้ ไม่สอดคล้องกับผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยระดับนาๆชาติที่ The Times Higher Education Supplement จัดทำไว้ ประจำปี 2008 โดย มหาวิทยาลัยของไทยที่ติดอันดับ 400 มหาวิทยาลัยดีเด่นแรกของโลก ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  มีลำดับอยู่ที่ 166  251 และ 400 ตามลำดับ และคะแนนการประเมินคุณภาพภายนอกจาก สมศ. ในรอบที่สองนี้ทั้งสามมหาวิทยาลัยได้คะแนน 4.62   4.53  และ 4.57 ตามลำดับ ซึ่งใกล้เคียงกัน แต่มีข้อสังเกตคือมหาวิทยาลัยของไทยที่ไม่ได้อยู่ใน 400 อันดับแรก จำนวนมากก็ได้รับการประเมินคุณภาพภายนอกจาก สมศ. ด้วยคะแนนที่อยู่ในระดับเดียวกันนี้และมีอย่างน้อย 4 มหาวิทยาลัยที่ทำคะแนนได้ 4.62 ขึ้นไป  ชี้ให้เห็นว่าคะแนนการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของ สมศ. ไม่น่าเชื่อถือคือไม่สามารถแยกมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศออกจากมหาวิทยาลัย ทั่วไปได้ ใน ความเห็นของผู้เขียน ควรจะทำระบบการประเมินคุณภาพเพื่อให้การรับรองแก่มหาวิทยาลัยให้ได้มั่นคง มีความน่าเชื่อถือเสียก่อน แล้วจึงทำการจัดอันดับมหาวิทยาลัย การพยายามทำทั้งสองอย่างไปพร้อมกันเช่นนี้เปรียบเสมือนการทำการทดลองวิทยา ศาสตร์โดยมีตัวแปรที่ไม่ควบคุมมากกว่าหนึ่งตัว ทำให้ไม่สามารถสรุปผลการทดลองได้ วินิจฉัยสาเหตุ ประเด็น สำคัญที่นักบริหารการศึกษามักเข้าใจผิดคือความหมายของคำว่าคุณภาพซึ่งตาม ความหมายของเดมมิ่งหมายถึงคุณภาพที่เป็นคุณภาพเชิงบริหารจัดการซึ่งต้องมา คู่กับประสิทธิภาพ ดังจะเห็นได้จากปรัชญาคุณภาพของเดมมิ่งที่เขียนสรุปสั้นๆโดยชาวญี่ปุ่นดัง นี้ Quality =  Results of work efforts / Total costs (คุณภาพ  =  ผลที่ได้จากการทุ่มเททำงาน / ต้นทุนทั้งหมด  ) ซึ่ง ตามความหมายนี้ คุณภาพจะเป็นผลลัพธ์ของการทำงานที่สัมพันธ์กับต้นทุนหรือ  ประสิทธิภาพ ตลอดเวลา ส่วนคุณภาพที่คนในวงการประกันคุณภาพการศึกษามักเข้าใจผิดเป็นอย่างไร ประการแรกที่เห็นได้ชัดคือเป็นคุณภาพที่ได้มาแบบไม่คำนึงถึงความสิ้นเปลือง หรือความคุ้มทุน ส่วนใหญ่เราจะเห็นได้จากการตั้งค่าเป้าหมายและวิธีทำให้ถึงเป้าหมายอัน ปฏิบัติตามแล้วจะขาดทุน ซึ่งในทางบริหารถือว่าไม่มีประสิทธิภาพ  สิ่งที่เกิดขึ้นกับระบบประกันคุณภาพการศึกษาของไทยคือการที่ผู้บริหารการ ศึกษาที่มีหน้าที่เขียนกติกา ตัวบ่งชี้ และเกณฑ์สำหรับการประเมินคุณภาพไม่เข้าใจระบบประกันคุณภาพตามความหมายของเด มมิ่ง หรือกล่าวได้ว่าผู้เขียนตัวบ่งชี้มีทัศนะที่ไม่เป็นผู้บริหาร (manager) มีแต่ทัศนะของผู้ตรวจประเมิน (auditor) ซึ่งโดยธรรมชาติผู้บริหารจะเป็นผู้ทอนตัวบ่งชี้หรือทางเลือกให้น้อยลงโดย เลือกทำในสิ่งที่สำคัญก่อน ขณะที่ธรรมชาติของผู้ตรวจประเมินจะถือความครบถ้วนของเนื้อหา (content) ทำให้ตัวบ่งชี้เกิดขึ้นจำนวนมาก หรืออีกมุมมองหนึ่งอาจเปรียบผู้ตรวจประเมินเป็นนักปริยัติ และผู้บริหารเป็นนักปฏิบัติก็ได้ นักปริยัติคือผู้ที่ท่องจำตำราไว้มากแต่นักปฏิบัติหมายถึงผู้ที่ได้ปฏิบัติ ตามตำราจริงแล้ว ซึ่งในที่นี้มีข้อสังเกตว่านักบริหารการศึกษาไทยที่กำหนดนโยบายหรือกติกา ส่วนใหญ่ไม่เคยมีประสบการณ์ตรงทางด้านระบบประกันคุณภาพไม่ว่าจะเป็น 5ส  TQM หรือ ISO มาก่อนเลย ถ้า กติกา ตัวบ่งชี้ในระบบประกันคุณภาพการศึกษาได้รับการแก้ไขให้ถูกต้องตามความหมาย ประกันคุณภาพของเดมมิ่งแล้วจำนวนโครงการ หรือกิจกรรม รวมถึงงานเอกสารส่วนเกินจำนวนมากจะลดลง  ทั้งนี้เราสามารถประมาณเพื่อหาระบบประกันคุณภาพการศึกษาที่แก้ไขจนเหมาะสม แล้วจากการเทียบเคียงกับระบบประกันคุณภาพ ISO ซึ่งเป็นระบบประกันคุณภาพที่มีการพัฒนาจนอยู่ตัวแล้ว ในระบบ ISO มีการกำหนดข้อกำหนดไว้ประมาณ 20 ข้อ ซึ่งเทียบเท่ากับเกณฑ์หรือตัวบ่งชี้ในระบบประกันคุณภาพการศึกษา แต่เราจะพบลักษณะสำคัญประการหนึ่งคือระบบ ISO จะบอกข้อกำหนดแต่เพียงว่าแต่ละข้อกำหนดปฏิบัติอะไรบ้าง แต่ไม่บอกว่าให้ทำอย่างไรเนื่องจากคำนึงถึงบริษัทที่นำระบบ ISO ไปใช้ย่อมมีความหลากหลาย และมีกิจกรรมแตกต่างกันไป การบอกข้อกำหนดแต่เพียงให้ปฏิบัติอะไรเป็นการกำหนดในระดับหลักการบริหารที่ ดี ที่บริษัททั่วๆไปต้องทำอยู่แล้ว ดังนั้นข้อกำหนดจึงใช้ได้กับทุกบริษัท แต่ถ้าข้อกำหนดมีการกำหนดให้ทำอย่างไร เป็นการให้วิธีการหรือรายละเอียดที่เฉพาะและตายตัวจนเกินไปทำให้เหมาะสำหรับ บางบริษัทและไม่เหมาะกับบางบริษัท ตรงจุดนี้เองเป็นจุดที่ระบบประกันคุณภาพการศึกษาของไทยทำผิดพลาดโดยการสร้าง ตัวบ่งชี้ที่บอกให้ทำในระดับอย่างไร จำนวนมาก  ถ้าเรายึดการบัญญัติตัวบ่งชี้คุณภาพของระบบประกันคุณภาพการศึกษาตามระบบ ISO เราก็จะกำหนดตัวบ่งชี้ที่อยู่ในหลักการที่ทุกสถาบันการศึกษาปฏิบัติได้ ส่วนในระดับที่เฉพาะหรือลงลึกถึงรายละเอียดการปฏิบัติอย่างไรก็ไม่จำเป็น ต้องบัญญัติไว้  เพราะในระดับอย่างไร แต่ละหน่วยงานหรือสถาบันการศึกษามีหน้าที่ต้องออกแบบวิธีการที่เหมาะสมเอง   จากนั้นจึงบันทึกวิธีการไว้เป็นเอกสารแล้วปฏิบัติตามนั้นจริง เช่นนี้ทำให้เป้าหมายหรือ A ของ PDCA cycle ถูกสร้างขึ้นโดยหน่วยงานเอง และมีลักษณะ fitness for purpose หรือพอดีกับความต้องการของหน่วยงาน ส่วน A ที่เกิดขึ้นจากตัวบ่งชี้ของระบบประกันคุณภาพการศึกษาไทยที่ผิดพลาดจะระบุ เกินหลักการอะไรจนเป็นอย่างไรแล้วนั้น อาจารย์บางท่านกรุณาให้ทัศนะว่า A นี้ไม่ใช่ Action แต่เป็นเอเลี่ยนหรือตัวแปลกปลอม ซึ่งถ้าเป็นไปตามระบบที่ถูกต้องนี้ ตัวบ่งชี้ และเกณฑ์ที่กำหนดลงรายละเอียดจนเกินไปจะถูกตัดเหลือน้อยลง ทำให้โครงการและกิจกรรมที่เกินโดยไม่จำเป็นพลอยลดลงไปด้วย แนวทางแก้ไข นัก ปราชญ์ นักเกษตรกรรมธรรมชาติชาวญี่ปุ่นชึ่อมาซาโนบุ ฟูกูโอกะได้คิดวิธีเกษตรกรรมธรรมชาติขึ้น อันเป็นการปฏิวัติวิธีการทำการเกษตรกรรมแบบเดิม โดยใช้หลักปรัชญา การทำด้วยการไม่กระทำ นั่นคือการพัฒนาโดยขจัดกิจกรรมหรือการกระทำที่ไม่จำเป็นออกไป  ส่วนวิกฤตคุณภาพการศึกษาไทยเกิดขึ้นจากอวิชาของนักวิชาการไทยอันทำให้เกิด ลักษณะตรงกันข้ามคือ การไม่ทำด้วยการกระทำ ซึ่งทำให้เกิดงานภาระส่วนที่ไม่จำเป็นขึ้นอย่างมากมายซึ่งเป็นตัวถ่วงและ ทำลายคุณภาพการศึกษา  ผู้เขียนหวังว่ารัฐบาลที่มีนายกรัฐมนตรีที่เคยพูดไว้ในช่วงหาเสียงว่าจะแก้ ปัญหาครูโดยลดภาระงานต่างๆของครู จะเป็นรัฐบาลที่มองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นตามที่เป็นจริง และลงมือแก้ปัญหาให้ถูกจุดโดยเร็ว ไม่หลงทางอยู่เพราะมัวแต่ฟังนักวิชาการที่ร่างนโยบายในห้องแอร์ ที่เอ่ยอ้าง ถึงสิ่งที่ฟังดูดีทั้งหลาย และออกมาตรการที่เมื่อบังคับทำจริงๆแล้วกลับเป็นการเพิ่มภาระงานเอกสาร และงานประชุมให้แก่ครูอย่างไม่มีวันสิ้นสุด เข้าทำนองยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง หรือพายเรือในอ่าง   ถ้าหากท่านมองเห็นและลดภาระงานเอกสารที่ไร้สาระประโยชน์อันเป็นภาระของครู จากร้อยละ 30-40 ของเวลางานให้เหลือร้อยละ 5  จะเป็นการคืนเวลาสอนหนังสือแก่ครู  ให้ครูมีเวลาได้สอนแบบปกติที่ควรและเคยเป็น  ถ้าท่านทำได้ คุณภาพการเรียนการสอนจะกลับคืนมาร้อยละ 10-20 ในเวลาไม่นาน ขอให้ท่านอย่าได้ให้ระบบประกันคุณภาพการศึกษาแบบผิดๆทำร้ายประเทศไทยอีกเลย

ที่มา : http://www.vcharkarn.com/varticle/38848

เรื่องนี้ถูกเขียนใน Uncategorized และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

1 ตอบกลับที่ แนวทางแก้วิกฤตคุณภาพการศึกษาไทย

  1. ณัฐกฤตา พูดว่า:

    ขอบคุณค่ะที่ โพสต์บทความดีๆมาให้อ่านผู้ใหญ่จะได้แก้ไขสักที่งานของครูคืองานสอนหนังสืออย่าให้ภาระอื่นมาเป็นตัวถ่วงทางการศึกษาเลย ครูมิใช้กรรมกรทางการศึกษา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s